พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ

 

                   สมัยนั้น  สญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในพระนครราชคฤห์  พร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่  ครั้งนั้น  พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ  ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในสำนักสญชัยปริพาชก  ท่านทั้งสองได้ทำกติกากันไว้ว่า  ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อน  ผู้นั้นจงบอกแก่อีกคนหนึ่ง 

 

                   ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า  ท่านพระอัสสชินุ่งอันตรวาสกแล้ว  ถือบาตรจีวร  เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์  สารีบุตรปริพาชก ได้เห็นท่านพระอัสสชิ  กำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์  มีมรรยาทก้าวไป  ถอยกลับ  แลเหลียว  คู้แขน  เหยียด-แขน  น่าเลื่อมใส  มีนัยน์ตาทอดลง  ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ  ได้มีความดำริว่า  บรรดาพระ-อรหันต์ หรือท่านผู้ได้บรรลุพระอรหัตมรรคในโลก  ภิกษุรูปนี้คงเป็นผู้ใดผู้หนึ่งแน่   

 

       ครั้งนั้น  ท่านพระอัสสชิเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์แล้ว  ถือบิณฑบาตกลับไป  สารีบุตรปริพาชกจึงเข้าไปหาท่านพระอัสสชิ  ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้ กะท่านพระอัสสชิว่า  อินทรีย์ของท่านผ่องใส  ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง  ท่านบวชเฉพาะใคร  ใครเป็นศาสดาของท่าน  หรือท่านชอบใจธรรมของใคร 

                   อ.      พระมหาสมณะศากยบุตรเสด็จออกทรงผนวชจากศากยตระกูล  เราบวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา  และเราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

                   สา.    พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร  แนะนำอย่างไร 

อ.           เราเป็นผู้ใหม่  บวชแล้วไม่นาน  เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้  เราจักไม่สามารถแสดงธรรม  โดยพิสดารก่อน 

สา.    ปริพาชกเรียนว่า  "ข้าพเจ้า  ชื่อ  อุปติสสะ,  ขอพระผู้เป็นเจ้ากล่าวตามสามารถเถิด  จะน้อยหรือมากก็ตาม  ข้อนั้นเป็นภาระของข้าพเจ้า  เพื่อแทงตลอดด้วย   ๑๐๐ นัย  ,๐๐๐ นัย"  ดังนี้แล้วเรียนว่า

 

                   "จะมากหรือน้อยก็ตาม  ขอพระผู้เป็นเจ้าจงกล่าวเถิด  จงบอกแก่ข้าพเจ้าแต่ใจความเท่านั้น  ข้าพเจ้าต้องการใจความ  จะต้องทำพยัญชนะให้มากไปทำไม"

 

                   ท่านพระอัสสชิ  ได้กล่าวธรรมปริยายนี้แก่สารีบุตรปริพาชก  ว่าดังนี้ :-

 

                   ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ  พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น  และความดับของธรรมเหล่านั้น  พระมหา-สมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้

 

                   ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้  ดวงตาเห็นธรรม  ได้เกิดขึ้นแก่สารีบุตรปริพาชก :-

 

                   ธรรมนี้แหละถ้ามีก็เพียงนี้เท่านั้น  ท่านทั้งหลายจงแทงตลอดบทอันหาความโศกมิได้  บทอันหาความโศกมิได้นี้   พวกเรายังไม่เห็น  ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัลป์

 

                   เวลาต่อมา  สารีบุตรปริพาชกเข้าไปหาโมคคัลลานปริพาชก  ครั้นแล้ว  โมค-คัลลานะปริพาชกได้ถามสารีบุตรปริพาชกว่า  ผู้มีอายุ  อินทรีย์ของท่านผ่องใส  ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง  ท่านได้บรรลุอมตธรรมแล้วกระมัง

                   สา.       ถูกละ  ผู้มีอายุ  เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว

                   โมค.   ท่านบรรลุอมตธรรมได้อย่างไร  ด้วยวิธีไร

                   สา.       วันนี้เราได้เห็นพระอัสสชิในพระนครราชคฤห์  พระอัสสชิได้กล่าวคำปริยายนี้  ว่าดังนี้ :-

 

                   ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ  พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น  และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น  พระมหา-สมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้

                   ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้  ดวงตาเห็นธรรม  ได้เกิดขึ้นแก่โมคคัลลานปริ-           พาชก :-

 

                   ธรรมนี้แหละถ้ามีก็เพียงนี้เท่านั้น  ท่านทั้งหลายจงแทงตลอดบทอันหาความโศกมิได้  บทอันหาความโศกมิได้นี้  พวกเรายังไม่เห็น  ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัลป์

 

                   ลำดับนั้น  สารีบุตรโมคคัลลานะได้พากันเข้าไปหาท่านสญชัยปริพาชก  ครั้นถึงแล้วได้เรียนว่า  พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก  พระธรรมก็อุบัติขึ้นแล้ว  พระ-สงฆ์ก็อุบัติขึ้นแล้ว,  ท่านอาจารย์ประพฤติธรรมเปล่า  ไร้สาระ  เชิญท่านมาเถิด  เราทั้งหลายจักไปยังสำนักพระศาสดา

                   ส.      ท่านทั้งสองไปเถิด  ข้าพเจ้าไม่สามารถ

                   สห.   เพราะเหตุไร 

ส.      เราเป็นอาจารย์ของมหาชนแล้ว  การอยู่เป็นอันเตวาสิกของเรานั้นเช่นกับเกิดความไหวแห่งน้ำในตุ่ม  เราไม่สามารถอยู่เป็นอันเตวาสิกได้    

                   สห.   ท่านอาจารย์  จำเดิมแต่กาลแห่งพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก     มหาชนมีของหอมระเบียบดอกไม้เป็นต้นในมือไปบูชาพระองค์เท่านั้น  แม้กระผมทั้งสองก็จักไปในที่นั้นเหมือนกัน,  ท่านอาจารย์จะทำอย่างไร

                   ส.      ในโลกนี้  มีคนเขลามากหรือมีคนฉลาดมากเล่า

                   สห.           คนเขลามาก  อันคนฉลาดมีเพียงเล็กน้อย

ส.  ถ้ากระนั้น  พวกคนฉลาดๆ  จักไปสู่สำนักพระสมณโคดม,  พวกคนเขลาๆ  จักมาสู่สำนักเรา  ไปกันเถิด  เราจักไม่ไป

                   

                   "ชนเหล่าใด  มีปกติรู้ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ    และเห็นในสิ่งอันเป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ  ชนเหล่านั้น มีความดำริผิดเป็นโคจร  ย่อมไม่ประสพสิ่งอันเป็นสาระ  ชนเหล่าใด  รู้สิ่งเป็นสาระโดยความเป็นสาระ  และสิ่งไม่เป็นสาระโดยความไม่เป็นสาระ  ชนเหล่านั้น  มีความดำริชอบเป็นโคจร  ย่อมประสพสิ่งเป็นสาระ"

 

                   เมื่อสหายทั้งสองนั้นไป  บริษัทของสญชัยปริพาชกแตกกันแล้ว  ขณะนั้นอารามได้ว่างลง  สญชัยนั้นเห็นอารามว่างแล้ว  ก็อาเจียนออกเป็นโลหิตอุ่น  ในปริพาชก ๕๐๐ คน  บริษัทของสญชัย ๒๕๐ คนกลับแล้ว,  สารีบุตรโมคคัลลานะทั้งสองได้ไปสู่ พระเวฬุวัน  พร้อมด้วยปริพาชก ๒๕๐ คน  ผู้เป็นอันเตวาสิกของตน

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นสารีบุตรโมคคัลลานะมาแต่ไกล ครั้นแล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สหายสองคนนั้น  คือ  โกลิตะ  และอุปติสสะ  กำลังมา,  จักเป็นคู่สาวกของเรา  จักเป็นคู่อันเจริญชั้นเยี่ยมของเรา :-

 

                   ก็สหายสองคนนั้นพ้นวิเศษแล้ว  ในธรรมอันเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยม  มีญาณวิสัยอันลึกซึ้ง  ยังมาไม่ทันถึงพระวิหารเวฬุวัน  พระศาสดาทรงพยากรณ์  ว่าดังนี้ :-

                   สหายสองคนนี้  คือ  โกลิตะและอุปติสสะ  กำลังมานั่น  จักเป็นคู่สาวกของเรา  จักเป็นคู่อันเจริญชั้นเยี่ยมของเรา

 

                   สารีบุตรโมคคัลลานะได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ได้ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ขอพวกข้าพระพุทธเจ้า  พึงได้บรรพชา  พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

 

                   พระเถระทั้ง ๒  ซึ่งอุปสมบทแล้วอย่างนั้น  พระมหาโมคคัลลานเถระ ๗ วัน  จึงได้สำเร็จพระอรหัต  พระสารีบุตรเถระกึ่งเดือน  จึงได้สำเร็จพระอรหัต

บุรพกรรมของพระอัครสาวกทั้งสอง

 

                   ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า  "ก็พระอัครสาวกทั้งสอง ได้ทำกรรมอะไรไว้"  พระ-ผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสว่า  "อัครสาวกทั้งสอง ทำความปรารถนาเพื่อเป็นอัครสาวก"  ในที่สุดอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัลป์แต่กัลป์นี้ไป  สารีบุตรเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาล  ได้มีนามว่า  สรทมาณพ,  โมคคัลลานะเกิดในสกุลคฤหบดีมหาศาล  ได้มีนามว่า  สิริวัฑฒกุฎุมพี มาณพทั้งสองนั้นได้เป็นสหายเล่นฝุ่นร่วมกัน  สรทมาณพโดยล่วงไปแห่งบิดา  ได้ครอบ-ครองทรัพย์เป็นอันมาก  อันเป็นมรดกของสกุล  ในวันหนึ่งอยู่ในที่ลับคิดว่า  "เราย่อมรู้อัตภาพในโลกนี้เท่านั้น  หารู้อัตภาพในโลกหน้าไม่  อันธรรมดาความตายของสัตว์เกิดแล้วทั้งหลาย  เป็นของเที่ยง  ควรที่เราบวชเป็นบรรพชิตอย่างหนึ่ง  ทำการแสวงหาโมกข-ธรรม"

 

                   สมัยนั้น  พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสี  เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลกวันหนึ่ง  ในเวลาใกล้รุ่ง  พระศาสดาเสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติ  ทรงพิจารณาดูสัตว์โลกอยู่  ทอดพระเนตรเห็นสรทดาบสแล้ว  ทรงพระดำริว่า  "เพราะเราไปสู่สำนักสรท-ดาบสในวันนี้เป็นปัจจัยพระธรรมเทศนาจักมีคุณใหญ่ และสรทดาบสนั้น  จักปรารถนาตำแหน่งพระอัครสาวก,  สิริวัฑฒกุฎุมพีผู้สหายดาบสนั้น  จักปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ ๒  ทั้งในกาลจบเทศนา  ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันบริวารของดาบสนั้น  จักบรรลุพระอรหัต"

 

                   "สรทดาบสเอาดอกไม้ต่างๆ  และของหอมรวมด้วยกัน  ตบแต่งอาสนะดอกไม้แล้ว  ได้กราบทูลคำนี้ว่า  ข้าแต่พระวีระ  อาสนะที่ข้าพระองค์ตบแต่งแล้วนี้      สมควรแด่พระองค์,  พระองค์เมื่อจะยังจิตของข้าพระองค์ให้เลื่อมใส  ขอจงประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้,  พระพุทธเจ้าได้ทรงยังจิตของข้าพระองค์ให้เลื่อมใสแล้ว  ยังโลกนี้กับทั้งเทวโลกให้ร่าเริงแล้ว  จึงประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ตลอด ๗ คืน  ๗ วัน"

    

                   ครั้งนั้น  พระศาสดาทรงดำรงอยู่ในพุทธวิสัยไม่มีปริมาณ  ทรงเริ่มพระธรรมเทศนาแล้ว  ในกาลจบเทศนา  ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันบรรลุพระอรหัต  ยกเว้นสรทดาบส

 

 

                   จำเดิมแต่กาลที่สรทดาบสนั้น  เริ่มฟังธรรมเทศนาของพระอัครสาวกผู้นั่งบนอาสนะที่ ๒  แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณแสดงธรรมอยู่  เกิดความคิดขึ้นว่า  "แม้เราพึงได้รับธุระที่พระสาวกรูปนี้ได้รับ  ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้จะบังเกิดในอนาคต"  ด้วยปริวิตกนั้น  สรทดาบสนั้นจึงไม่ได้อาจเพื่อทำการแทงตลอดมรรคผลได้  ก็ท่านยืนถวายบังคมพระตถาคตเจ้าแล้ว  ในที่เฉพาะพระพักตร์ กราบทูลว่า  ภิกษุที่นั่งบนอาสนะในลำดับแห่งพระองค์มีชื่อว่าเป็นใคร  ในศาสนาของพระองค์

 

                   พระศาสดาตรัสว่า  "ภิกษุผู้ยังธรรมจักรอันเราให้เป็นไปแล้วให้เป็นไปตาม  บรรลุที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ  แทงตลอดปัญญา ๑๖  อย่าง  ตั้งอยู่,  ผู้นี้ชื่อว่า  เป็นอัคร-สาวกในศาสนาของเรา"  ท่านได้ทำความปรารถนาว่า  "ด้วยผลแห่งสักการะที่ข้าพระองค์กั้นฉัตรดอกไม้ทำแล้วตลอด ๗ วันนี้  ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ  หรือความเป็นพรหมอย่างอื่น  แต่ขอข้าพระองค์ พึงเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระ-องค์หนึ่งในอนาคต  เหมือนพระนิสภเถระองค์นี้"

 

                   พระศาสดาทรงส่งพระอนาคตังสญาณไปพิจารณาว่า  "ความปรารถนาของบุรุษผู้นี้  จักสำเร็จหรือ"  ได้ทรงเห็นว่า  ผ่าน ๑ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัลป์ไปแล้วจะสำเร็จ  ครั้นทรงเห็นแล้วจึงตรัสกะสรทดาบสว่า  "ความปรารถนาของท่านนี้จักไม่เปล่าประ- โยชน์  ก็ในอนาคตล่วงไป ๑ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัลป์  พระพุทธเจ้าพระนามว่า  โคตม  จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก  พระมารดาของพระองค์จักมีพระนามว่า  มหามายาเทวี,  พระบิดาของพระองค์จักมีพระนามว่า  สุทโธทนมหาราช,  พระโอรสจักมีพระนามว่าราหุล,  พระ-ผู้อุปัฏฐากจักมีนามว่า  อานนท์,  พระสาวกที่ ๒  จักมีนามว่า  โมคคัลลานะ,  ส่วนตัวท่านจักเป็นพระอัครสาวกของพระองค์  นามว่า  ธรรมเสนาบดีสารีบุตร"  ครั้นทรงพยากรณ์ดาบสอย่างนั้นแล้ว  ตรัสธรรมกถา  มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมเหาะไปแล้ว

 

                   สรทดาบส  ไปยังสำนักพวกพระเถระผู้อันเตวาสิก  แล้วส่งข่าวไปแก่สิริวัฑฒ-กุฎุมพีผู้สหาย  ฝ่ายสิริวัฑฒะให้ทำสถานที่ประมาณ ๘ กรีส  โดยมาตราหลวง  ที่ประตูเรือนของตนให้มีพื้นเสมอแล้ว  เกลี่ยทรายโปรยดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕  ให้ทำมณฑปมุงด้วยดอกอุบลเขียวตบแต่งพุทธอาสน์  จัดอาสนะแม้แก่ภิกษุที่เหลือ  จัดสักการะและเครื่องต้อนรับเป็นอันมากแล้ว  ได้ให้สัญญาณแก่สรทดาบสเพื่อประโยชน์นิมนต์พระ-พุทธเจ้าทั้งหลาย

                   พระดาบสได้พาภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  ไปที่อยู่ของสิริวัฑฒ-         กุฎุมพีนั้น

                                         

                   ฝ่ายสิริวัฑฒกุฎุมพี  ทำการต้อนรับ  รับบาตรจากพระหัตถ์ของพระตถาคต  เชิญเสด็จให้เข้าไปสู่มณฑป  ถวายน้ำทักษิโณทกแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  ซึ่งนั่งบนอาสนะที่แต่งไว้  อังคาสด้วยโภชนะอันประณีต  ในเวลาเสร็จภัตกิจ  นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  ครองผ้าอันมีค่ามากแล้ว  กราบทูลว่า  "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ความริเริ่มนี้มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ตำแหน่งมีประมาณน้อย  ขอพระองค์ทรงทำความอนุเคราะห์โดยทำนองนี้  ตลอด ๗ วัน"

 

                   พระศาสดาทรงรับแล้ว  เขายังมหาทานให้เป็นไปโดยทำนองนั้นตลอด ๗ วัน    ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ยืนประคองอัญชลี กราบทูลว่า  "สรทดาบสสหายของข้าพระองค์ปรารถนาว่า  "เราพึงเป็นพระอัครสาวกของพระศาสดาพระองค์ใด,  ข้าพระ- องค์พึงเป็นพระสาวกที่ ๒  ของพระศาสดาพระองค์นั้นเหมือนกัน"  พระศาสดาทรงพิจารณาถึงอนาคตกาล  ทรงเห็นภาวะคือความสำเร็จแห่งความปรารถนาของเขา  จึงทรงพยากรณ์ว่า  "แต่นี้ล่วงไป ๑ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัลป์  แม้ท่านก็จักเป็นพระสาวกที่ ๒   ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม"

         

                        เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติ  ได้มีบ้านพราหมณ์ ๒ ตำบล  คือ  อุปติสส-คามและโกลิตคาม  ในที่ไม่ไกลแต่กรุงราชคฤห์  ตระกูลทั้งสองนั้น  ได้เป็นสหายเกี่ยวพันสืบเนื่องกันมาถึง ๗ ชั่วตระกูล  โดยกาลล่วงไป  นางพราหมณีทั้งสองนั้นก็คลอดบุตร  พวกญาติตั้งชื่อบุตรของสารีพราหมณีว่า  "อุปติสสะ"  ตั้งชื่อบุตรของโมคคัลลีพราหมณีว่า  "โกลิตะ"

 

 

โมคคัลลานสูตร

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ ป่าเภสกลามิคทายวัน  ใกล้สุงสุมารคีรนคร  แคว้นภัคคะ  สมัยนั้น  ท่านมหาโมคคัลลานะกระทำสมณธรรมอยู่  ณ บ้านกัลลวาลมุตต- คาม  แคว้นมคธ  มีร่างกายลำบากเพราะถูกความเพียรในการจงกรมตลอด ๗ วัน  บีบคั้น  จึงนั่งโงกง่วงอยู่ในท้ายที่จงกรม  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหา-โมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์  ล่วงจักษุมนุษย์  ครั้นแล้ว  ทรงหายจากเภสกลามิคทายวัน  เสด็จไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้  หรือคู้แขนที่เหยียด  ฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว  ได้ตรัสถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า  ดูก่อนโมค-คัลลานะ  เธอง่วงหรือ  ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า  อย่างนั้น  พระเจ้าข้า

 

                   ดูก่อนโมคคัลลานะ  เพราะเหตุนั้น  เมื่อเธอมีสัญญาอย่างไรอยู่  ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้  เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก  ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้   

ถ้าเธอยังละไม่ได้  แต่นั้นเธอถึงตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว  ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ  ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้  

 

ถ้ายังละไม่ได้  แต่นั้นเธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้ว  ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร  ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ 

 

ถ้ายังละไม่ได้  แต่นั้นเธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง  เอามือลูบตัว  ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้   

 

                   ถ้ายังละไม่ได้  แต่นั้นเธอพึงลุกขึ้นยืน  เอาน้ำล้างตา  เหลียวดูทิศทั้งหลายแหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์  ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้

 

 

 

 

 

       ถ้ายังละไม่ได้  แต่นั้นเธอพึงทำในใจถึงอาโลกสัญญา  ตั้งความสำคัญในกลางวันว่า  กลางวันอย่างไร  กลางคืนอย่างนั้น  กลางคืนอย่างไร  กลางวันอย่างนั้น  มีใจเปิดเผยอยู่ฉะนี้  ไม่มีอะไรหุ้มห่อ  ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด  ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้  

 

                   ถ้ายังละไม่ได้  แต่นั้นเธอพึงอธิษฐานจงกรม  กำหนดหมายเดินกลับไปกลับ มา  สำรวมอินทรีย์  มีใจไม่เปิดไปให้ภายนอก  ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้   

 

                   ถ้ายังละไม่ได้  แต่นั้นเธอพึงสำเร็จสีหไสยา  คือ  นอนตะแคงเบื้องหน้าขวา  ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า  มีสติสัมปชัญญะ  ทำความหมายในการนอน  ความสุขในการเอนข้างความสุขในการเคลิ้มหลับ  ดูก่อนโมคคัลลานะ  เธอพึงศึกษาอย่างนี้

 

                   ดูก่อนโมคคัลลานะ  เพราะเหตุนั้น  เธอพึงศึกษาอย่างนี้อีกว่า  เราจักไม่ชูงวง (ถือตัว)  เข้าไปสู่ตระกูล  ถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล และในตระกูลมีกรณียกิจหลายอย่าง ซึ่งจะเป็นเหตุให้มนุษย์ไม่ใส่ใจถึงภิกษุผู้มาแล้ว  เพราะเหตุนั้น  ภิกษุย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า  เดี๋ยวนี้ใครหนอยุยงให้เราแตกในสกุลนี้  เดี๋ยวนี้ดูมนุษย์พวกนี้มีอาการอิดหนาระอาใจในเรา  เพราะไม่ได้อะไร  เธอจึงเป็นผู้เก้อเขิน  เมื่อเก้อเขิน  ย่อมคิดฟุ้งซ่าน  เมื่อคิดฟุ้งซ่าน  ย่อมไม่สำรวม  เมื่อไม่สำรวม  จิตย่อมห่างจากสมาธิ

 

                   ดูก่อนโมคคัลลานะ  เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า  เราจักไม่พูดถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน  เมื่อมีถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน  ก็จำต้องหวังการพูดมาก  เมื่อมีการพูดมาก  ย่อมคิดฟุ้งซ่าน  เมื่อคิดฟุ้งซ่าน  ย่อมไม่สำรวม  เมื่อไม่สำรวม  จิตย่อมห่างจากสมาธิ

 

                   ดูก่อนโมคคัลลานะ  เราหาได้สรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงไม่แต่มิใช่ว่าจะไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงก็หามิได้  คือ  เราไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยหมู่ชนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต  ก็แต่ว่า  เสนาสนะอันใดเงียบเสียงไม่  อื้ออึ่ง  ปราศจากการสัญจรของหมู่ชน  ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการความสงัด      ควรเป็นที่หลีกออกเร้น  เราสรรเสริญความคลุกคลีด้วยเสนาสนะเห็นปานนั้น

 

                   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว  ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  โดยย่อ  ด้วยข้อปฏิบัติเพียงไร  ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว  เพราะสิ้นตัณหา  มีความสำเร็จล่วงส่วน  มีที่สุดล่วงส่วน  ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

 

                   พ.  ดูก่อนโมคคัลลานะ  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  ได้สดับว่า  ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น  ครั้นได้สดับดังนั้นแล้ว  เธอย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง  ครั้นรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว  ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง  ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง

แล้ว  ได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  สุขก็ดี  ทุกข์ก็ดี  มิใช่สุข  มิใช่ทุกข์ก็ดี  ย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น  พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด  พิจารณาเห็นความดับ  พิจารณาเห็นความสละคืน  เมื่อเธอพิจารณาเห็นอย่างนั้นๆ  อยู่  ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ  ในโลก  เมื่อไม่ยึดมั่น  ย่อมไม่สะดุ้ง  เมื่อไม่สะดุ้ง  ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว  ย่อมรู้ชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำ  ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี  ดูก่อนโมคคัลลานะ  โดยย่อ  ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล  ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว  เพราะสิ้นตัณหา  มีความสำเร็จล่วงส่วน  เป็นผู้เกษมจากโยคะล่วงส่วน  เป็นพรหมจารีล่วงส่วน  มีที่สุดล่วงส่วน  ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย