อาทิตตปริยายสูตร

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ ตำบลอุรุเวลา  ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว   เสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลคยาสีสะ  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๑๐๐๐ รูป  ล้วนเป็นปุราณชฎิล  ณ ที่นั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-

 

                   สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน  ก็อะไรเล่าชื่อว่า  สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  จักษุเป็นของร้อน  รูปทั้งหลายเป็นของร้อน  วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน  สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน  ความเสวยอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์  หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์  ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย  แม้นั้นก็เป็นของร้อน  ร้อนเพราะอะไร  ร้อนเพราะไฟคือราคะ  เพราะไฟคือโทสะ  เพราะไฟคือโมหะ  ร้อนเพราะความเกิด  เพราะความแก่และความตาย  ร้อนเพราะความโศก  เพราะความรำพัน  เพราะทุกข์กาย  เพราะทุกข์ใจ  เพราะความคับแค้น

                   โสตเป็นของร้อน  เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน. . .

                   ฆานะเป็นของร้อน  กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน . . .

                   ชิวหาเป็นของร้อน  รสทั้งหลายเป็นของร้อน. . .

                   กายเป็นของร้อน  โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน. . .

 

                   มนะเป็นของร้อน  ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน  วิญญาณอาศัยมนะเป็นของร้อน  สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน  ความเสวยอารมณ์เป็นสุข  เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุขที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย  แม้นั้นก็เป็นของร้อน  ร้อนเพราะอะไร  ร้อนเพราะไฟคือราคะ  เพราะไฟคือโทสะ  เพราะไฟคือโมหะ  ร้อนเพราะความเกิด  เพราะความแก่และความตาย  ร้อนเพราะความโศก  เพราะความรำพัน  เพราะทุกข์กาย  เพราะทุกข์ใจ  เพราะความคับแค้น

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ ในจักษุ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข  เป็นทุกข์  หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข  ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย

                   ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียงทั้งหลาย . . .

                   ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่นทั้งหลาย . . .

                   ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรสทั้งหลาย . . .

                   ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย . . .

 

                   ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมนะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยมนะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยมนะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์  ที่เป็นสุข  เป็นทุกข์  หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุขที่เกิดขึ้น  เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย

                   เมื่อเบื่อหน่าย  ย่อมสิ้นกำหนัด  เพราะสิ้นกำหนัด  จิตก็พ้น  เมื่อจิตพ้นแล้วก็รู้ว่าพ้นแล้ว  อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว   กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยา-กรณภาษิตนี้อยู่  จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น  พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่น

                              

บุรพกรรมของชฎิล ๓ พี่น้อง

 

                   ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  กัสสปะ ๓ พี่น้อง  มีอุรุ-เวลกัสสปะเป็นต้น  ทำกรรมอะไรไว้เล่า  พระองค์ตรัสว่า  เขาปรารถนาพระอรหัตเหมือนกัน  ทำบุญแล้ว

 

                   ก็ใน ๙๒  กัลป์แต่นี้ไป  พระพุทธเจ้า ๒  พระองค์  คือ  พระติสสะ  พระผุสสะ  เสด็จอุบัติแล้ว  พระราชาพระนามว่ามหินท์ได้เป็นพระบิดาของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าผุสสะ  เมื่อพระองค์ทรงบรรลุพระสัมโพธิแล้ว  พระโอรสองค์เล็กของพระราชาได้เป็นพระอัครสาวก  บุตรปุโรหิตได้เป็นพระสาวกที่ ๒  พระราชาได้เสด็จไปยังสำนักพระ-ศาสดา  ทรงตรวจดูชนเหล่านั้นว่า  "ราชโอรสองค์ใหญ่ของเราเป็นพระพุทธเจ้า,  ราช-โอรสองค์เล็กเป็นอัครสาวก,  บุตรปุโรหิตเป็นพระสาวกที่ ๒" ทรงเปล่งพระอุทาน ๓ ครั้งว่า  "พระพุทธเจ้าของข้าพเจ้า,  พระธรรมของข้าพเจ้า  พระสงฆ์ของข้าพเจ้า,  ข้าพเจ้าขอ-นอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ผู้พระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเองพระองค์นั้น"  ดังนี้แล้ว หมอบลงแทบบาทมูลของพระศาสดา  ทรงรับปฏิญญาว่า  "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  บัดนี้เป็นดุจเวลาที่หม่อมฉันนั่งหลับ  ในที่สุดอายุประมาณเก้าหมื่นปี,  ขอพระองค์อย่าเสด็จไป สู่ประตูเรือนของชนเหล่าอื่นจงทรงรับปัจจัย ๔  ของหม่อมฉัน  ตลอดเวลาที่หม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่"  ดังนี้แล้ว  ทรงทำพุทธอุปัฏฐากเป็นประจำ

 

       พระราชาทรงมีพระราชโอรสอื่นอีก ๓ พระองค์  พระองค์ใหญ่มีนักรบเป็นบริวาร ๕๐๐, พระองค์กลางมี ๓๐๐,  พระองค์เล็กมี ๒๐๐ พระราชโอรส ๓ พระองค์เหล่านั้น  ทูลขอโอกาสกะพระบิดาว่า  "แม้หม่อมฉันทั้งหลายจักนิมนต์พระเจ้าพี่เสวย,"    แม้ทูลอ้อนวอนอยู่บ่อยๆ  ก็ไม่ได้,  เมื่อปัจจันตชนบทกำเริบแล้ว,  พระราชโอรสทั้งสามถูกส่งไปเพื่อประโยชน์ระงับปัจจันตชนบทนั้น  เมื่อปราบปัจจันตชนบทให้ราบคาบแล้ว  มาสู่สำนักพระราชบิดา  ครั้งนั้น  พระบิดาทรงสวมกอดพระโอรสทั้งสาม  ตรัสว่า  "พ่อทั้งหลาย  บิดาให้พรแก่พวกเจ้า"  โดยกาลล่วงไปสองสามวัน  พระบิดาตรัสอีกว่า  "พ่อทั้งหลาย  พวกเจ้าจงรับพรเสียเถิด,"  พระโอรสกราบทูลว่า  ความประสงค์ด้วยสิ่งไรๆ  อื่นของหม่อมฉันไม่มี  ตั้งแต่บัดนี้  หม่อมฉันจักนิมนต์พระเจ้าพี่เสวย,  ขอพระราชทานพรนี้แก่หม่อมฉันเถิด"

                   ร.    ให้ไม่ได้ 

                   อ.    เมื่อไม่พระราชทานเสมอไป  ก็พระราชทานเพียง ๗ ปี

                   ร.    ให้ไม่ได้ 

                   อ.    ถ้ากระนั้น  ก็พระราชทานเพียง ๖ ปี  ๕ ปี  ๔ ปี  ๓ ปี  ๒ ปี  ๑ ปี ๗ เดือน  ๖ เดือน  ๕ เดือน  ๔ เดือน  ๓ เดือน

                   ร.    ให้ไม่ได้ 

                   อ.    ขอทรงพระราชทานสัก ๓  เดือน  แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย  คนละเดือนๆ

                   ร.    เจ้าจงนิมนต์ให้เสวยได้ ๓ เดือน

 

                   ก็ขุนคลังของพระราชบุตรทั้งสามนั้นเป็นคนเดียวกัน,  สมุห์บัญชีก็คนเดียว- กัน,  ท่านทั้งสามพระองค์นั้น  มีบุรุษ ๑๒ นหุตเป็นบริวาร  พระราชโอรสทั้งสามให้เรียกบริวารเหล่านั้นมาแล้ว  ตรัสว่า  "เราทั้งสามจักรับศีล ๑๐  นุ่งห่มผ้ากาสายะ ๒ ผืน  อยู่ร่วมด้วยพระศาสดาตลอดไตรมาสนี้  พวกท่านพึงรับค่าใช้จ่ายมีประมาณเท่านี้  ยังของเคี้ยวของบริโภคทุกอย่างให้เป็นไปทั่วถึงแก่ภิกษุเก้าหมื่นรูป  และนักรบของเราพันหนึ่ง  เพราะแต่นี้ไป  พวกเราจักไม่พูดอะไรๆ"

 

                   พระราชโอรสทั้งสามนั้น  พาบุรุษบริวารพันหนึ่งสมาทานศีล ๑๐ นุ่งห่มผ้ากาสายะ  อยู่แต่ในวิหาร  ขุนคลังและสมุห์บัญชีได้ร่วมกันเบิกเสบียงตามวาระๆ จากเรือนคลังทั้งหลายของพระพี่น้องทั้งสามถวายทานอยู่

 

                   ก็บุตรของพวกกรรมกร  ร้องไห้ต้องการข้าวยาคูและภัต  เป็นต้น  กรรมกรเหล่านั้น  เมื่อภิกษุสงฆ์ยังไม่ทันมา  ก็ให้วัตถุมีข้าวยาคูและภัต  เป็นต้น  แก่บุตรเหล่านั้น     ในเวลาที่ภิกษุสงฆ์ฉันเสร็จแล้วไม่เคยมีของอะไรเหลือเลย

 

                   ในกาลต่อมา  พวกกรรมกรเหล่านั้น  พูดอ้างว่า  "เราจะให้แก่พวกเด็ก"  แล้วรับไปกินเสียเอง,  เห็นอาหารแม้ที่ชอบใจก็ไม่สามารถจะอดกลั้นได้  พวกเขามีประมาณแปดหมื่นสี่พันคน  พวกเขากินอาหารที่ถวายสงฆ์แล้ว  เพราะกายแตกได้เกิดในเปรตวิสัยแล้ว

 

                   ฝ่ายพระราชโอรส ๓ พี่น้อง  พร้อมด้วยบุรุษพันหนึ่ง  ทำกาละแล้วเกิดในเทว-โลก  ท่องเที่ยวจากเทวโลกสู่เทวโลก  ยังกาลให้สิ้นไป ๙๒ กัลป์  พระราชโอรส ๓ พี่น้องนั้น  ปรารถนาพระอรหัต  ทำกัลยากรรมในกาลนั้น  ด้วยประการอย่างนี้  ชฎิล ๓ พี่น้องนั้น  ได้รับผลที่ตนปรารถนาแล้วเหมือนกัน  เราจะได้เลือกหน้าให้หามิได้

 

                   ส่วนสมุห์บัญชีของพระราชโอรส ๓ พระองค์นั้น  ในกาลนั้นได้เป็นพระ-เจ้าพิมพิสาร  ขุนคลังได้เป็นวิสาขอุบาสก  กรรมกรของท่านทั้ง ๓ นั้น  เกิดแล้วในพวกเปรต  ท่องเที่ยวอยู่ด้วยสามารถแห่งสุคติและทุคติ  ในกัลป์นี้เกิดในเปตโลกสิ้น ๔  พุทธันดร

 

                   เปรตเหล่านั้น  เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า  กกุสันธะ  ผู้ทรงพระ-ชนมายุได้สี่หมื่นปี  เสด็จอุบัติขึ้นก่อนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในกัลป์นี้  ทูลว่า  "ขอพระองค์โปรดบอกกาลเป็นที่ได้อาหารแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย"

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  "พวกท่านจักยังไม่ได้ในกาลของเราก่อน,  แต่ภาย หลังแห่งเรา เมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้นประมาณได้ ๑ โยชน์  พระพุทธเจ้าพระนามว่า  โก-นาคมนะ  จักอุบัติขึ้น  พวกเจ้าพึงทูลถามพระองค์เถิด"

 

                   เปรตเหล่านั้น  ยังกาลมีประมาณเท่านั้นให้สิ้นไปแล้ว  เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า  โกนาคมนะนั้น  เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว  จึงได้ทูลถามพระองค์  แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น  ก็ตรัสว่า  "พวกท่านจักยังไม่ได้ในกาลของเรา  แต่ภายหลังแห่งเรา  เมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้นประมาณได้ ๑ โยชน์  พระพุทธเจ้าพระนามว่า  กัสสปะ  จักอุบัติขึ้น  พวกเจ้าพึงทูลถามพระองค์เถิด"                  

                                            

           เปรตเหล่านั้น  ยังกาลมีประมาณเท่านั้นให้สิ้นไปแล้ว  เมื่อพระพุทธเจ้าพระ-นามว่า  กัสสปะ  นั้นเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว  จึงทูลถามพระองค์  แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น   ก็ตรัสว่า  "พวกเจ้าจักยังไม่ได้ในกาลของเรา  แต่ภายหลังแห่งเรา  เมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้นประมาณได้ ๑ โยชน์  พระพุทธเจ้าพระนามว่า  โคดม  จักเสด็จอุบัติขึ้น  ในกาลนั้นญาติของพวกเจ้าจักเป็นพระราชาพระนามว่า  พิมพิสาร  พระเจ้าพิมพิสารนั้น ถวายทานแด่ พระศาสดาแล้ว  จักให้ส่วนกุศลทานถึงแก่พวกเจ้า  พวกเจ้าจักได้ (อาหาร)  ในคราวนั้น"   พุทธันดรหนึ่ง  ได้ปรากฏแก่เปรตเหล่านั้นเหมือนวันพรุ่งนี้

 

 

 

ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร

เสด็จพระนครราชคฤห์ครั้งแรก

 

                   ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ ตำบลคยาสีสะตามพระพุทธา-ภิรมย์แล้ว  เสด็จจาริกไปสู่พระนคราชคฤห์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน ๑๐๐๐ รูป   ล้วนเป็นปุราณชฎิล 

 

                   พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงสดับข่าวว่า  พระสมณโคตมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยตระกูล  เสด็จถึงพระนครราชคฤห์โดยลำดับ  ประทับอยู่ใต้ต้นไทรชื่อ  สุประดิษฐ-เจดีย์ในสวนตาลหนุ่ม  ก็แลพระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น  ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า  แม้เพราะเหตุนี้ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  ทรงเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ  สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ  เสด็จไปดี  ทรงทราบโลก  ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก  ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า  เป็นศาสดาของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย  เป็นผู้เบิกบานแล้ว  เป็นผู้จำแนกธรรม  พระองค์ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก  มารโลก  พรหมโลก  ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง  แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ  พราหมณ์  เทพ  และมนุษย์  ให้รู้  ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น  งามในท่าม-กลาง  งามในที่สุด  ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์บริสุทธิ์  อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น  เป็นความดี

 

                   หลังจากนั้น  พระเจ้าพิมพิสารทรงแวดล้อมด้วยพราหมณ์คหบดีชาวมคธ เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้งนั้น  พราหมณ์คหบดีชาวมคธนั้นได้ความดำริว่า  พระมหาสมณะประพฤติพรหมจรรย์ในท่านอุรุเวลกัสสป  หรือว่าท่านอุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ  ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความดำริในใจของพราหมณ์คหบดีชาวมคธนั้น  ด้วยพระทัยของพระองค์  ได้ตรัสกะท่านพระ-อุรุเวลกัสสปด้วยพระคาถาว่าดังนี้

 

                   ดูก่อนท่านผู้อยู่ในอุรุเวลามานาน  เคยเป็นอาจารย์สั่งสอนหมู่ชฎิลผู้ผอม เพราะกำลังพรต  ท่านเห็นเหตุอะไรจึงยอมละเพลิงเสียเล่า 

                   ดูก่อนกัสสป  เราถามเนื้อความนี้กะท่าน  ท่านละเพลิงที่บูชาเสียทำไมเล่า

                   ท่านพระอุรุเวลกัสสปทูลตอบว่า  ยัญทั้งหลายกล่าวยกย่องรูป  เสียง  และรสที่น่าปรารถนา  และสตรีทั้งหลาย  ข้าพระพุทธเจ้ารู้ว่านั้น  เป็นมลทินในอุปธิทั้งหลายแล้ว  เพราะเหตุนั้น  จึงไม่ยินดี  ในการเซ่นสรวง  ในการบูชา

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า  ดูก่อนกัสสป  ก็ใจของท่านไม่ยินดีแล้วในอารมณ์  คือ  รูป  เสียง  และรสเหล่านั้น  ก็เมื่อเป็นเช่นนั้นใจของท่านยินดีในสิ่งไรเล่า  ในเทวโลก  หรือมนุษยโลก  ท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา

 

                   ท่านพระอุรุเวลกัสสปทูลตอบว่า  ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นทางอันสงบ  ไม่มีอุปธิ  ไม่กังวล  ไม่ติดอยู่ในกามภพ  ไม่มีภาวะเป็นอย่างอื่น  ไม่ใช่ธรรมที่ผู้อื่นแนะให้บรรลุ  เพราะฉะนั้น  จึงไม่ยินดี  ในการเซ่นสรวง  ในการบูชา

 

                   ลำดับนั้น  ท่านพระอุรุเวลกัสสปลุกจากอาสนะ  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า   ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า  ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก 

 

                   ลำดับนั้น  พราหมณ์คหบดีชาวมคธนั้น  ได้มีความเข้าใจว่า  ท่านอุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริ-วิตกแห่งจิตของพราหมณ์คหบดีชาวมคธทั้งนั้น  ด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว  ทรงแสดงอนุปุพพิกถา  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า  พวกเขามี  จิตสงบ  มีจิตอ่อน  มีจิตปลอดจากนิวรณ์  มีจิตเบิกบาน  มีจิตผ่องใสแล้ว  จึงทรงประกาศ  พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง  คือ  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดแก่พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๑ นหุต  ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข  ณ ที่นั่งนั้น  ดุจผ้าที่สะอาด  ปราศจากมลทิน  ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดีฉะนั้น  พราหมณ์คหบดีอีก ๑ นหุต  แสดงตนเป็นอุบาสก

 

                   ครั้งนั้น  พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงเห็นธรรมแล้ว  ได้ทูลพระวาจานี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ครั้งก่อน  เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราชกุมาร  ได้มีความปรารถนา ๕ อย่าง  บัดนี้  ความปรารถนา ๕ อย่างนั้น  ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว

ความปรารถนา ๕ อย่าง

 

                   ครั้งก่อน  เมื่อหม่อนฉันยังเป็นราชกุมาร  ได้มีความปรารถนาว่า  ชนทั้งหลายพึงอภิเษกเราในราชสมบัติดังนี้  นี้เป็นความปรารถนาประการที่ ๑ 

                   ขอพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า  พึงเสด็จมาสู่แว่นแคว้นของหม่อมฉันนั้น   นี้เป็นความปรารถนาประการที่ ๒

                   ขอหม่อมฉันพึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น นี้เป็นความปรารถนาประการที่ ๓ 

                   ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  พึงแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน  นี้เป็นความปรารถนาประการที่ ๔ 

                   ขอหม่อมฉันพึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  นี้เป็นความปรารถนาประการที่ ๕  บัดนี้ความปรารถนาของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว

 

                   ลำดับนั้น  พระเจ้าพิมพิสารทูลเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์รับภัตตาหารในพระราชนิเวศน์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  แล้วถวายสวนเวฬุวันไว้เป็นอารามแก่ภิกษุสงฆ์

 

                   เปรตเหล่านั้น  เมื่อพระตถาคตเสด็จอุบัติแล้ว  ครั้นเมื่อพระเจ้าพิมพิสารถวายทานในวันต้น  เปล่งเสียงร้องน่ากลัว  แสดงตนแก่พระราชาในส่วนราตรีแล้ว  รุ่งขึ้น  ท้าวเธอเสด็จมาสู่เวฬุวัน  กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระตถาคต

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  "มหาบพิตร  ในที่สุด ๙๒ กัลป์ แต่กัลป์นี้ไป  ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ผุสสะ  พวกเปรตนั่นเป็นพระญาติของพระองค์  กินอาหารที่เขาถวายภิกษุสงฆ์  เกิดในเปตโลกแล้วท่องเที่ยวอยู่  ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ที่เสด็จอุบัติขึ้น  มีพระกกุสันธะเป็นอาทิ  อันพระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสบอกคำนี้ๆ  แล้ว  หวังเฉพาะทานของพระองค์ตลอดกาลเท่านี้  วานนี้เมื่อพระองค์ทรงถวายทานแล้ว  ไม่ได้รับส่วนบุญ  จึงได้ทำอย่างนี้"  พระราชาทูลถามว่า  "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ก็เมื่อหม่อมฉันถวายทานแม้ในบัดนี้  เปรตเหล่านั้นจักได้รับหรือ"

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  "ได้  มหาบพิตร"  พระราชา  ทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์    มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  ถวายมหาทานในวันรุ่งขึ้น

 

                   พระราชาถวายน้ำทักษิโณทก  ทรงอุทิศว่า  ขอทานนี้จงมีแก่พวกญาติของเรา  ทันใดนั้นเอง  สระโบกขรณีดารดาษด้วยปทุม  ก็บังเกิดแก่เปรตพวกนั้น  เปรตพวกนั้นก็อาบและดื่มในสระโบกขรณีนั้น  ระงับความกระวนกระวาย  ความลำบากและหิวกระหายได้แล้ว  มีผิวพรรณดุจทอง

 

                   พระราชาถวายข้าวยาคู  ของเคี้ยว  ของกิน  เป็นต้น  แล้วทรงอุทิศ  ในทันใดนั้นเอง  ข้าวยาคูของเคี้ยวและของกินอันเป็นทิพย์  ก็บังเกิดแก่เปรตพวกนั้น  เปรตพวกนั้น   ก็พากินบริโภคของทิพย์เหล่านั้น  มีอินทรีย์เอิบอิ่ม

 

                   พระราชาถวายผ้าและเสนาสนะ  เป็นต้น  ทรงอุทิศให้เครื่องอลังการต่างๆ มีผ้าทิพย์  ยานทิพย์  ปราสาททิพย์  เครื่องปูลาดและที่นอน  เป็นต้น  ก็บังเกิดแก่เปรตพวกนั้น  สมบัติแม้นั้นของเปรตพวกนั้น  ปรากฏทุกอย่างโดยประการใด  พระผู้มีพระภาคเจ้า    ก็ทรงอธิษฐาน (ให้พระราชาทรงเห็น)  โดยประการนั้น  พระราชาทรงดีพระทัยยิ่ง  เปรตเหล่านั้นละอัตภาพของเปรต  ดำรงอยู่โดยอัตภาพอันเป็นทิพย์แล้ว 

 

            พระผู้มีพระภาคเจ้า  ได้ทรงทำอนุโมทนา  ในที่สุดอนุโมทนา  ธรรมาภิสมัย ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พัน