บุรพกรรมของพระอัญญาโกณฑัญญะ

 

                   อัญญาโกณฑัญญะ  ปรารถนาเพื่อแทงตลอดธรรมอันเลิศก่อน (เขา)  จึงได้ถวายทานอันเลิศ ๙ ครั้ง  ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  วิปัสสี 

                   แม้ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตระ  ในหงสาวดีนคร  ในที่สุดแสนกัลป์แต่นี้ไป  เขาถวายมหาทานตลอด ๗ วันแล้ว  หมอบลงแทบบาทมูลของพระผู้มี-พระภาคเจ้าพระองค์นั้น  ตั้งปรารถนาเพื่อแทงตลอดธรรมอันเลิศก่อน [เขา]  เหมือนกัน     เราได้ให้ผลที่อัญญาโกณฑัญญะนี้ปรารถนาแล้ว

 

ยสกุลบุตร

 

                   สมัยนั้น  ในพระนครพาราณสี  มีกุลบุตร  ชื่อ  ยส  เป็นบุตรเศรษฐี  สุขมาล-ชาติ  ค่ำวันหนึ่ง  เมื่อยสกุลบุตรอิ่มเอิบพร้อมพรั่งบำเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕  ได้นอนหลับก่อน  ส่วนพวกบริวารชนนอนหลับภายหลัง  มีประทีปน้ำรังมันตามสว่างอยู่ตลอดคืน  คืนนั้น  ยสกุลบุตรตื่นขึ้นก่อน  ได้เห็นบริวารชนของตนกำลังนอนหลับ บางนางมีพิณตกอยู่ที่รักแร้  บางนางมีตะโพนวางอยู่ข้างคอ  บางนางมีเปิงมางตกอยู่ที่อก  บางนางสยายผม      บางนางมีน้ำลายไหล  บางนางบ่นละเมอต่างๆ  ปรากฏแก่ยสกุลบุตรดุจป่าช้าผีดิบ  ครั้นแล้ว  ความเห็นเป็นโทษได้ปรากฏแก่ยสกุลบุตร  จิตตั้งอยู่ในความเบื่อหน่าย  ยสกุลบุตรเปล่งอุทานว่า  ท่านผู้เจริญ  ที่นี่วุ่นวายหนอ  ที่นี่ขัดข้องหนอ  แล้วสวมรองเท้าทองเดินตรงไปยังประตูนิเวศน์  แล้วเดินทางไปทางประตูพระนคร  พวกอนนุษย์เปิดประตูให้ด้วยหวังใจว่า  ใคร ๆ  อย่าได้ทำอันตรายแก่การออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตของยสกุลบุตรเลย  ยสกุลบุตรได้เดินตรงไปทางป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน

 

                   ครั้นปัจจุสมัยแห่งราตรี  พระผู้มีพระภาคเจ้าตื่นบรรทมแล้วเสด็จจงกรมอยู่  ณ ที่แจ้ง  ได้ทอดพระเนตรเห็นยสกุลบุตรเดินมาแต่ไกล  ครั้นแล้ว  เสด็จลงจากที่จงกรมประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้  ขณะนั้นยสกุลบุตรเปล่งอุทานในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ท่านผู้เจริญ  ที่นี่วุ่นวายหนอ  ที่นี่ขัดข้องหนอ  ทันทีนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะยสกุลบุตรว่า  ดูก่อนยส  ที่นี่ไม่วุ่นวาย  ที่นี่ไม่ขัดข้อง  มาเถิดยส  นั่งลง  เราจักแสดงธรรมแก่เธอ  ที่นั้นยสกุลบุตรร่าเริงบันเทิงใจว่า  ได้ยินว่า  ที่นี่ไม่วุ่นวาย  ที่นี่ไม่ขัดข้อง  ดังนี้  แล้วถอดรองเท้าทองเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ถวายบังคมพระผู้มีพระ-ภาคเจ้าแล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา  คือ   ทรงประกาศทานกถา  สีลกถา  สัคคกถา  โทษ  ความต่ำทราม  ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย  และอานิสงส์ในความออกจากกาม  เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า  ยสกุลบุตรมีจิตสงบ  มีจิตอ่อน  มีจิตปลอดจากนิวรณ์  มีจิตเบิกบาน  มีจิตผ่องใสแล้ว  จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  ดวงตาเห็นธรรม  ปราศจากธุลี  ปราศจากมลทินว่า  สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา  ได้เกิดแก่ยสกุลบุตร  ณ ที่นั่งนั้น  ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน  ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดีฉะนั้น

 

                   รุ่งเช้า  มารดาของยสกุลบุตรขึ้นไปยังปราสาท  ไม่เห็นยสกุลบุตร  จึงเข้าไปหาเศรษฐีผู้คหบดี  แล้วถามหายสกุลบุตร  ฝ่ายเศรษฐีผู้คหบดีส่งทูตขี่ม้าไปตามหาทั้ง ๔ ทิศ  ส่วนตัวเองไปหาทางป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน  ได้พบรองเท้าทองวางอยู่  จึงตามไปสู่ที่นั่น  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นเศรษฐีผู้คหบดีมาแต่ไกล  ทรงพระดำริว่า  เราพึงบันดาลอิทธาภิสังขารให้เศรษฐีคหบดี  นั่งอยู่    ที่นี้ไม่เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่  ณ ที่นี้  ครั้งนั้น  เศรษฐีผู้คหบดีได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ทูลถามว่า  พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าทรงเห็นยสกุลบุตรบ้างไหม  

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนคหบดี  ถ้าอย่างนั้น  เชิญนั่ง  บางที่ท่านนั่งอยู่  ณ ที่นี้  จะพึงได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่  ณ ที่นี้

 

                   เศรษฐีผู้คหบดีร่าเริงบันเทิงใจว่า  ได้ยินว่า  เรานั่งอยู่  ณ ที่นี้จักเห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่  ณ ที่นี้  จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า  เศรษฐีผู้คหบดีมีจิตสงบ  มีจิตอ่อน  มีจิตปลอดจากนิวรณ์  มีจิตเบิกบาน  มีจิตผ่องใสแล้ว  จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง  คือ ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  ดวงตาเห็นธรรม  ได้เกิดแก่เศรษฐีผู้คหบดี  ณ ที่นั่งนั้น 

 

                   ครั้นเศรษฐีผู้คหบดี  ได้เห็นธรรมแล้ว  ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก  ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก  พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้  เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ  เปิดของที่ปิด  บอกทางแก่คนหลงทาง  หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า  คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้  ข้าพระพุทธเจ้านี้  ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า  พระธรรม  และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ  ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า  เป็นอุบาสก  ผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป

                   เศรษฐีผู้คหบดีนั้น  ได้เป็นอุบาสกกล่าวอ้างพระรัตนตรัย  เป็นคนแรกในโลก

 

                   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตร  จิตของยสกุลบุตร  ผู้พิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว  ได้รู้แจ้งแล้ว  ก็พ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงคลายอิทธาภิสังขารนั้น  เศรษฐีผู้คหบดีได้เห็นยสกุลบุตรนั่งอยู่  ครั้นแล้วได้พูดกะยสกุลบุตรว่า  มารดาของเจ้าโศกเศร้าคร่ำครวญถึงเจ้า  จงให้ชีวิตแก่มารดาของเจ้าเถิด  ยสกุลบุตรได้ชำเลืองดูพระผู้มีพระภาค-เจ้าๆ  ได้ตรัสแก่เศรษฐีผู้คหบดีว่า  ดูก่อนคหบดี  ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน          ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมด้วยญาณทัสสนะ  เพียงเสขภูมิเหมือนท่าน  เมื่อเธอพิจารณาภูมิ-ธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว  ได้รู้แจ้งแล้ว  จิตพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่น  ยศกุลบุตรควรหรือเพื่อจะกลับเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม  เหมือนเป็นคฤหัสถ์ครั้งก่อน

 

                   เศรษฐีผู้คหบดีกราบทูลว่า  ข้อนั้นไม่ควรเลย  พระพุทธเจ้าข้า

                   การที่จิตของยสกุลบุตรพ้นจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่นนั้น  เป็นลาภของยสกุลบุตร  ยสกุลบุตรได้ดีแล้ว  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้ามียศกุลบุตรเป็นปัจฉาสมณะ     จงทรงรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้า  เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้เถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ  ครั้นเศรษฐีผู้คหบดีทราบการรับนิมนต์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ได้ลุกจากที่นั่ง  ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า  ทำประทักษิณแล้วกลับไป

 

                   กาลเมื่อเศรษฐีผู้คหบดีกลับไปแล้วไม่นาน  ยสกุลบุตรได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา  พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  เธอจงพระพฤติพรหมจรรย์เถิด

                   สมัยนั้น  มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๗ องค์

 

 

 

มารดาและภรรยาเก่าของพระยสได้ธรรมจักษุ

                      

                   มารดาและภรรยาเก่าของท่านพระยส  พากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ถวายบังคมแล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุปุพพิกถาแก่นางทั้งสอง  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า  นางทั้งสองมีจิตสงบ  มีจิตอ่อน  มีจิตปลอดจากนิวรณ์  มีจิตเบิกบาน  มีจิตผ่องใสแล้ว  จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง  คือ  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  มารดาและภรรยาเก่าของท่านพระยสได้เห็นธรรมแล้ว  มารดาและภรรยาเก่าของท่านพระยส  ได้เป็นอุบาสิกากล่าวอ้างพระรัตนตรัย  เป็นชุดแรกในโลก   

 

สหายคฤหัสถ์ ๔ คนของพระยสบรรพชา

 

                   สหายคฤหัสถ์ ๔   คนของท่านพระยส  คือ  วิมล,  สุพาหุ,  ปุณณชิ,  ควัมปติ,  เป็นบุตรของสกุลเศรษฐีสืบๆ มาในพระนครพาราณสี  ได้ทราบข่าวว่า  ยสกุลบุตรปลงผมและหนวด  นุ่งห่มผ้ากาสายะ  ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว  จึงพากันเข้าไปหาท่านพระยส  ท่านพระยสจึงพาสหายคฤหัสถ์ทั้ง ๔ นั้น  เข้าเฝ้าพระผู้มีภาคเจ้า 

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา  ดวงตาเห็นธรรมปราศ-

จากธุลี  ได้เกิดแก่พวกเขา  ณ ที่นั่งนั้น  ได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระ-ภาคเจ้า  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  ดังนี้  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

 

                   ต่อมา  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา  จิตของภิกษุเหล่านั้น  พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่น

                   สมัยนั้น  มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๑๑ องค์

 

 

 

สหายคฤหัสถ์ ๕๐ คนของพระยสบรรพชา

 

                   สหายคฤหัสถ์ของท่านพระยส   เป็นชาวชนบทจำนวน ๕๐ คน  เป็นบุตรของสกุลเก่าสืบๆ  กันมา ได้ทราบข่าวว่า  ยสกุลบุตรปลงผมและหนวด  นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว  จึงพากันเข้าไปหาท่านพระยส  ท่านพระยสจึงพาสหายคฤหัสถ์จำนวน ๕๐ คนนั้น  เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา  ดวงตาเห็นธรรมปราศ-

จากธุลี  ได้เกิดแก่พวกเขา  ณ ที่นั่งนั้น  แล้วได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักพระผู้มี-พระภาคเจ้า  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  ดังนี้  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว    พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด       

 

                   ต่อมา  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วย        ธรรมีกถา  จิตของภิกษุเหล่านั้นพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่น

            สมัยนั้น  มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖๑ องค์

 

 

 

ทรงอนุญาตบรรพชาและอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์

 

                        ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับในที่สงัดหลีกเร้นอยู่  มีพระทัยปริวิตกเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า  บัดนี้  ภิกษุทั้งหลายพากุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและอุปสมบทมาจากทิศต่างๆ  จากชนบทต่างๆ  ด้วยตั้งใจว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าจักให้พวกเขาบรรพชา  อุปสม-บท  ในเพราะเหตุนั้น  ทั้งพวกภิกษุ  ทั้งกุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและอุปสมบท  ย่อมลำบาก  ฉะนั้น  เราพึงอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้  พวกเธอจงให้กุลบุตรทั้งหลายบรรพชาอุปสมบทในทิศนั้นๆ ในชนบทนั้นๆ เถิด

                   พวกเธอพึงให้กุลบุตรบรรพชาอุปสมบทอย่างนี้

 

 

                   ชั้นแรก  พวกเธอพึงให้กุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและอุปสมบท  ปลงผมและหนวด   แล้วให้ครองผ้ากาสายะ  ให้ทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย  แล้วให้นั่งกระโหย่งประคองอัญชลี  แล้วให้ว่าสรณคมน์  ดังนี้ :-

                   ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง

                   ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง

                   ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

                   แม้วาระที่ ๒  ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง

                   แม้วาระที่ ๒  ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง

                   แม้วาระที่ ๒  ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

                   แม้วาระที่ ๓  ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง

                   แม้วาระที่ ๓  ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง

                   แม้วาระที่ ๓  ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตบรรพชาอุปสมบท  ด้วยไตรสรณคมน์

 

พระสหายภัททวัคคีย์

 

                   ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครพาราณสีตามพระพุทธาภิรมย์    แล้ว  เสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลอุรุเวลา  และทรงแวะจากทางแล้วเสด็จเข้าไปยังไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง 

 

                   สมัยนั้น  สหายภัททวัคคีย์จำนวน ๓๐ คน  พร้อมด้วยปชาบดีบำเรอกันอยู่    ไพรสณฑ์แห่งนั้น  สหายคนหนึ่งไม่มีปชาบดี  สหายทั้งหลายจึงได้นำหญิงแพศยามาเพื่อประโยชน์แก่เขา  เมื่อพวกสหายนั้นเผลอตัวมัวบำเรอกันอยู่  หญิงแพศยานั้นได้ลักเครื่องประดับหนีไป  พวกสหายนั้นเมื่อจะทำการช่วยเหลือสหาย  เที่ยวตามหาหญิงแพศยานั้น  ไปถึงไพรสณฑ์แห่งนั้น  ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่  ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง  จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  พระผู้มี-พระภาคเจ้าเห็นหญิงบ้างไหม

                   ภ.      ดูก่อนกุมารทั้งหลาย  พวกเธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ข้อที่พวกเธอแสวงหาหญิงหรือแสวงหาตนนั้น  อย่างไหนเป็นความดีของพวกเธอเล่า

                   ภัท.   ข้อที่พวกข้าพระองค์แสวงหาตนนั่น  เป็นความดีของพวกข้าพเจ้า 

                   ภ.      ดูก่อนกุมารทั้งหลาย  ถ้าอย่างนั้น  พวกเธอนั่งลงเถิด  เราจักแสดงธรรมแก่พวกเธอ

                   พวกสหายภัททวัคคีย์เหล่านั้น  รับพระพุทธาณัติพจน์  ถวายบังคมพระผู้มี-พระภาคเจ้าแล้ว  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา  ดวงตาเห็นธรรม  ได้เกิดแก่พวกเขา  ครั้นแล้วได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  พวกเธอจงพระพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

                    

 ชฏิล ๓ พี่น้อง

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกโดยลำดับ  ถึงตำบลอุรุเวลาแล้ว  สมัยนั้น  ชฎิล ๓  คน  คือ  อุรุเวลกัสสป  นทีกัสสป  คยากัสสป  อาศัยอยู่ในตำบลอุรุเวลา  บรรดาชฎิล ๓ คนนั้น  ชฎิลอุรุเวลกัสสปเป็นผู้นำ  เป็นผู้ฝึกสอน  เป็นผู้เลิศ  เป็นหัวหน้า  เป็นประธาน   ของชฎิล ๕๐๐ คน  ชฎิลนทีกัสสป  เป็นหัวหน้าของชฎิล ๓๐๐ คน  ชฎิลคยากัสสป  เป็นหัวหน้าของชฎิล ๒๐๐ คน  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเข้าไปสู่อาศรมของชฎิล- อุรุเวลกัสสป  แล้วได้ตรัสว่า  ดูก่อนกัสสป  ถ้าท่านไม่หนักใจ  เราขออาศัยอยู่ในโรงบูชาเพลิงสักคืนหนึ่ง

                   อุรุ.   ข้าแต่มหาสมณะ  ข้าพเจ้าไม่หนักใจเลย  แต่ในโรงบูชาเพลิงนั้นมีพญา-นาคดุร้าย  มีฤทธิ์  เป็นอสรพิษ  มีพิษร้ายแรง  อย่าเลย  มันจะทำให้ท่านลำบาก

                   แม้ครั้งที่สอง . . .                           

                   แม้ครั้งที่สาม . . .             

                   ภ.      ลางทีพญานาคจะไม่ทำให้เราลำบาก  ดูก่อนกัสสป  เอาเถิด  ขอท่านจงอนุญาตโรงบูชาเพลิง

                   อุรุ.   ข้าแต่มหาสมณะ  เชิญท่านอยู่ตามสบายเถิด

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปสู่โรงบูชาเพลิง  แล้วทรงปูหญ้าเครื่องลาด  ประทับนั่งคู้บัลลังก์  ตั้งพระกายตรง  ดำรงพระสติมั่น

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์หลายครั้งหลายคราว  ดังนี้

 

ปาฏิหาริย์ที่ 

ทรงครอบงำเดชของพญานาค

 

ปาฏิหาริย์ที่  

ท้าวมหาราชทั้ง ๔  ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  เพื่อฟังธรรม

 

 

 

ปาฏิหาริย์ที่  

ท้าวสักกะจอมทวยเทพ  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  เพื่อฟังธรรม

 

ปาฏิหาริย์ที่ 

ท้าวสหัมบดีพรหม  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

 

ปาฏิหาริย์ที่ 

 

                   ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ดำริว่า  บัดนี้ เราได้เตรียมการบูชายัญเป็นการใหญ่  และประชาชนชาวอังคะและมคธทั้งสิ้นได้นำของเคี้ยวของบริโภคเป็นอันมากบ่ายหน้ามุ่งมาหา  ถ้าพระมหาสมณะจักทำอิทธิปาฏิหาริย์ในหมู่มหาชน  ลาภสักการะจักเจริญยิ่งแก่พระ-มหาสมณะ  ลาภสักการะของเราจักเสื่อม  ทำไฉน  วันพรุ่งนี้  พระมหาสมณะจึงจะไม่มาฉัน 

                   ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของชฎิลอุรุเวลกัสสปด้วยพระทัยแล้ว  เสด็จไปอุตตรกุรุทวีป  ทรงนำบิณฑบาตมาจากอุตตรกุรุทวีปนั้น  แล้วเสวยที่ริมสระอโนดาต  ประทับกลางวันอยู่  ณ ที่นั้น

 

ปาฏิหาริย์เก็บผลหว้าเป็นต้น

ทรงเก็บผลหว้าจากต้นหว้าประจำชมพูทวีป

 

ปาฏิหาริย์ผ่าฟืน

ชฎิลทั้งหลายได้ผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อนคราวเดียวเท่านั้น

 

ปาฏิหาริย์ก่อไฟ

ไฟทั้ง  ๕๐๐ กอง  ได้ลุกขึ้นคราวเดียวกัน

 

ปาฏิหาริย์ดับไฟ

ไฟทั้ง  ๕๐๐ กอง  ได้ดับในคราวเดียวกัน

 

ปาฏิหาริย์กองไฟ

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงนิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง สำหรับให้ชฎิลเหล่านั้น  ขึ้นจากน้ำแล้วจะได้ผิง 

ปาฏิหาริย์น้ำท่วม

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบ

 

                   คราวใดที่ได้เห็นปาฏิหาริย์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า  คราวนั้นอุรุเวลกัสสปได้มีความดำริอย่างนี้ว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพแท้  แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่

      

       ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำริว่า  โมฆบุรุษนี้ได้มีความคิดอย่างนี้มานานแล้วว่า  พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมากแท้  แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่  ถ้ากระไร  เราพึงให้ชฎิลนี้สลดใจ  แล้วจึงตรัสกะชฎิลอุรุเวลกัสสปว่า  ดูก่อนกัสสป  ท่านไม่ใช่พระอรหันต์แน่  ทั้งยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์  แม้ปฏิปทาของท่านที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์ หรือพบทางแห่งความเป็นพระ-อรหันต์  ก็ไม่มี  ทีนั้น  ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนกัสสป  ท่านเป็นผู้นำ  เป็นผู้ฝึกสอน  เป็นผู้เลิศ  เป็นหัวหน้า  เป็นประธานของชฎิล ๕๐๐ คน  ท่านจงบอกกล่าวพวกนั้นก่อน  พวกนั้นจักทำตามที่เข้าใจ

                   ชฎิลอุรุเวลกัสสปเข้าไปหาชฎิลเหล่านั้น  ได้แจ้งความประสงค์ต่อชฎิลเหล่า นั้นว่า  เราปรารถนาจะประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ  ท่านทั้งหลาย  จงทำตามที่เข้าใจ

                   ชฎิลพวกนั้นกราบเรียนว่า  พวกข้าพเจ้าเลื่อมใสยิ่งในพระมหาสมณะมานานแล้ว  ถ้าท่านอาจารย์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ  พวกข้าพเจ้าทั้งหมดก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะเหมือนกัน

 

                   ชฎิลเหล่านั้นได้ลอยผม  ชฎา  เครื่องบริขาร  และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ แล้วพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ซบเศียรลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

 

                   ชฎิลนทีกัสสปได้เห็นผม  ชฎา  เครื่องบริขาร  และเครื่องบูชาเพลิงลอยน้ำมา  ได้มีความดำริว่า  อุปสรรคอย่าได้มีแก่พี่ชายเราเลย  จึงส่งชฎิลไปด้วยคำสั่งว่า  พวกเธอจงไป  จงรู้พี่ชายของเรา  ดังนี้แล้ว  ทั้งตนเองกับชฎิล ๓๐๐  ได้เข้าไปหาท่านพระอุรุเวล-กัสสป  แล้วเรียนถามว่า  ข้าแต่พี่กัสสป  พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ

                   พระอุรุเวลกัสสปตอบว่า  แน่  พรหมจรรย์นี้ประเสริฐ

 

                   หลังจากนั้น  ชฎิลเหล่านั้นลอยผม  ชฎา  เครื่องบริขารและเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ  แล้วพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ซบเศียรลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาค-เจ้า  แล้วได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า   ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  พวกเธอจงพระพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

 

                   ชฎิลคยากัสสปได้เห็นผม  ชฎา  เครื่องบริขาร  และเครื่องบูชาเพลิง  ลอยน้ำมา     ได้มีความดำริว่า  อุปสรรคอย่าได้มีแก่พี่ชายทั้งสองของเราเลย  ทั้งตนเองกับชฎิล ๒๐๐ คน  ได้เข้าไปหาท่านพระอุรุเวลกัสสป  แล้วเรียนถามว่า  ข้าแต่พี่กัสสป  พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ

                   พระอุรุเวลกัสสปตอบว่า  แน่  พรหมจรรย์นี้ประเสริฐ

 

                   หลังจากนั้น  ชฎิลเหล่านั้นลอยผม  ชฎา  เครื่องบริขาร  และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ  แล้วพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ซบเศียรลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระ-ภาคเจ้าแล้ว  ได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า   

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด