พุทธปริวิตก

 

                   ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงดำริว่า  เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ  ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน  ทรงพระดำริต่อไปว่า  อาฬารดาบสกาลามโคตรนี้   เป็นผู้ฉลาด  เฉียบแหลม  มีปัญญา มีธุลี  คือ กิเลสในจักษุน้อยเป็นปรกติมานาน  เราพึงแสดงธรรมแก่อาฬารดาบสกาลามโคตรก่อน  เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน  เทพดาอันตรธานมากราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  อาฬารดาบสกาลามโคตร  สิ้นชีพได้ ๗ วันแล้ว  แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงทราบว่า  อาฬารดาบสกาลามโคตรสิ้นชีพได้ ๗ วันแล้ว  จึงทรงพระดำริว่า  อาฬารดาบสกาลามโคตรเป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่  เพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้  จะพึงรู้ทั่วถึงได้ฉับพลัน

                   ครั้นแล้ว  ทรงพระดำริต่อไปว่า  อุทกดาบสรามบุตรนี้  เป็นผู้ฉลาด  เฉียบแหลม  มีปัญญา  มีธุลี คือ กิเลสในจักษุน้อยเป็นปรกติมานาน  เราพึงแสดงธรรมแก่อุทก-ดาบสรามบุตรก่อน  เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน  เทพดาอันตรธานมากราบทูลพระผู้-มีพระภาคเจ้าว่า  อุทกดาบสรามบุตรสิ้นชีพเสียวานนี้แล้ว  แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงทราบว่า  อุทกดาบสรามบุตรสิ้นชีพเสียวานนี้แล้ว  จึงทรงพระดำริว่าอุทกดาบสรามบุตรนี้  เป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่  เพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้  จะพึงรู้ทั่วถึงได้ฉับพลัน

 

                   ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำริว่า  เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ  ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน  ครั้นแล้ว  ทรงพระดำริต่อไปว่า  ภิกษุปัญจ-วัคคีย์มีอุปการะแก่เรามาก  ได้บำรุงเราผู้ตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรอยู่  ถ้ากระไรเราพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ก่อน  ครั้นแล้ว  ได้ทรงพระดำริต่อไปว่า  บัดนี้ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน    เขตพระนครพาราณสี  ด้วยทิพพจักขุอันบริสุทธิ์  ล่วงจักษุมนุษย์  ครั้นพระองค์ประทับอยู่  ณ อุรุเวลาประเทศตามควรแก่พุทธาภิรมย์แล้ว  เสด็จจาริกไปทางพระนครพาราณสี

 

อุปกาชีวก

 

                   อาชีวกชื่อ  อุปกะ  ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินทางไกลระหว่างแม่น้ำคยาและไม้โพธิพฤกษ์  ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ดูก่อนอาวุโส  อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก  ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง  ท่านบวชอุทิศใคร  ใครเป็นศาสดาของท่าน  หรือท่านชอบธรรมของใคร  เมื่ออุปกาชีวกกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มี-พระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาตอบอุปกาชีวก  ว่าดังนี้ :-

 

                   เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง  รู้ธรรมทั้งปวงอันตัณหาและทิฏฐิ   ไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง   ละธรรมเป็นไปในภูมิสามได้หมด  พ้นแล้วเพราะความสิ้นไปแห่งตัณหา  เราตรัส-รู้ยิ่งเองแล้ว  จะพึงอ้างใครเล่า  อาจารย์ของเราไม่มี  คนเช่นเราก็ไม่มี  บุคคลเสมอเหมือนเราก็ไม่มี   ในโลกกับทั้งเทวโลก  เพราะเราเป็นพระอรหันต์ในโลก  เราเป็นศาสดา  หาศาสดาอื่นยิ่งกว่ามิได้  เราผู้เดียวเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ  เราเป็นผู้เย็นใจ  ดับกิเลสได้แล้ว  เราจะไปเมืองในแคว้นกาสี  เพื่อประกาศธรรมจักรให้เป็นไป  เราจะตีกลองอมตะในโลกอันมืด  เพื่อให้สัตว์ได้ธรรมจักษุ

 

                   อุปกาชีวกทูลว่า  ดูก่อนอาวุโส  ท่านปฏิญาณโดยประการใด  ท่านควรเป็นผู้ชนะหาที่สุดมิได้  โดยประการนั้น

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  บุคคลเหล่าใดถึงความสิ้นอาสวะแล้ว  บุคคลเหล่า นั้น  ชื่อว่า  เป็นผู้ชนะเช่นเรา  เราชนะธรรมอันลามกแล้ว  เพราะฉะนั้น  เราจึงชื่อว่า  เป็นผู้ชนะ

                   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว  อุปกาชีวกทูลว่า  พึงเป็นผู้ชนะเถิดท่านผู้มีอายุ  ดังนี้แล้ว  ก้มศีรษะลง  แล้วแยกทางหลีกไป

 

พระปัญจวัคคีย์

 

                   ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกโดยลำดับ  ถึงป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน  แขวงเมืองพาราณสี  เสด็จเข้าไปทางสำนักพระปัญจวัคคีย์  พระปัญจวัคคีย์ได้เห็นพระผู้มี-พระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล  แล้วได้นัดหมายกันและกันว่า   ท่านทั้งหลาย  พระสมณะ-     โคดมนี้เป็นผู้มักมาก  คลายความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก  กำลังเสด็จมา  พวกเราไม่พึงอภิวาท  ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับพระองค์  ไม่พึงรับบาตรจีวรของพระองค์  แต่พึงวางอาสนะไว้  ถ้าพระองค์ปรารถนาก็จักประทับนั่ง  ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปถึงพระปัญจวัคคีย์นั้นไม่ตั้งอยู่ในกติกาของตน  ต่างลุกขึ้นต้อนรับพระผู้มีพระภาคเจ้า  รูปหนึ่งรับบาตรจีวร,  รูปหนึ่งปูอาสนะ,   รูปหนึ่งจัดหาน้ำล้างพระบาท,  รูปหนึ่งจัดตั้งตั่งรองพระบาท,  รูปหนึ่งนำกระเบื้องเช็ดพระบาทเข้าไปถวาย  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่พระปัญจวัคคีย์จัดถวาย  แล้วทรงล้างพระบาท  ฝ่ายพระปัญจวัคคีย์เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยระบุพระนาม  และใช้คำว่า   อาวุโส  เมื่อพระปัญจวัคคีย์กล่าวอย่างนั้นแล้ว  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสห้ามพระปัญจวัคคีย์ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พวกเธออย่าเรียกตถาคตโดยระบุชื่อ  และอย่าใช้คำว่า  อาวุโส  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตเป็นอรหันต์  ตรัสรู้เองโดยชอบ  พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับ  เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว  เราจะสั่งสอน  จะแสดงธรรม  พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว  ไม่ช้าสักเท่าไร  จักทำให้แจ้งซึ่งคุณอันยอดเยี่ยม  อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น  ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่

 

                   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว  พระปัญจวัคคีย์พูดทูลค้านพระผู้มี-พระภาคเจ้าว่า  อาวุโสโคดม  แม้ด้วยจริยานั้น  แม้ด้วยปฏิปทานั้น  แม้ด้วยทุกกรกิริยานั้นพระองค์ก็ยังไม่ได้บรรลุอุตตริมนุสสธรรม  อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐ   อย่างสามารถ  ก็บัดนี้  พระองค์เป็นผู้มักมาก  คลายความเพียร  เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก  ไฉนจักบรรลุอุตตริมนุสสธรรม  อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐ  อย่างสามารถได้เล่า

 

                   เมื่อพระปัญจวัคคีย์กราบทูลอย่างนี้แล้ว  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตไม่ใช่เป็นคนมักมาก  ไม่ได้เป็นคนคลายความเพียร  ไม่ได้เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตเป็นอรหันต์  ตรัสรู้เองโดยชอบ    พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับ  เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว   เราจะสั่งสอน  จะแสดงธรรม  พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว  ไม่ช้าสักเท่าไร  จักทำให้แจ้งซึ่งคุณอันยอดเยี่ยม  อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์  ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น  ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่

 

                   แม้ครั้งที่สอง  พระปัญจวัคคีย์ได้ทูลค้านพระผู้มีพระภาคเจ้า

                   แม้ครั้งที่สอง  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัส

 

 

                   แม้ครั้งที่สาม  พระปัญจวัคคีย์ได้ทูลค้านพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  อาวุโสโคดม  แม้ด้วยจริยานั้น  แม้ด้วยปฏิปทานั้น  แม้ด้วยทุกกรกิริยานั้น  พระองค์ก็ยังไม่ได้บรรลุ      อุตตริมนุสสธรรม  อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐอย่างสามารถ  ก็บัดนี้พระองค์เป็นผู้มักมาก  คลายความเพียร  เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก  ไฉนจักบรรลุอุตตริมนุสสธรรม  อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐ  อย่างสามารถได้เล่า

 

                   เมื่อพระปัญจวัคคีย์กราบทูลอย่างนี้แล้ว  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอยังจำได้หรือว่า  ถ้อยคำเช่นนี้เราได้เคยพูดแล้วในปางก่อนแต่กาลนี้

                   พระปัญจวัคคีย์กราบทูลว่า  คำนี้ไม่เคยได้ฟังเลย  พระพุทธเจ้าข้า

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตเป็นอรหันต์  ตรัสรู้เองโดยชอบ พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับ  เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว  เราจะสั่งสอน  จักแสดงธรรม  พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว  ไม่ช้าสักเท่าไร  จักทำให้แจ้งซึ่งคุณอันยอดเยี่ยม  อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์  ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น  ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสามารถให้พระปัญจวัคคีย์ยินยอมได้แล้ว  ลำดับนั้น  พระปัญจวัคคีย์ได้ยอมเชื่อฟังพระผู้มีพระภาคเจ้า  เงี่ยโสตสดับ  ตั้งจิตเพื่อรู้ยิ่ง

 

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

ปฐมเทศนา

 

                   ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ที่สุด ๒  อย่างนี้  อันบรรพชิตไม่ควรเสพ  คือ

                   การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย  เป็นธรรมอันเลว  เป็นของชาวบ้าน  เป็นของปุถุชน  ไม่ใช่ของพระอริยะ  ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑

                   การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน  เป็นความลำบาก  ไม่ใช่ของพระอริยะ  ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ปฏิปทาสายกลาง  ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น  ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว  ด้วยปัญญาอันยิ่ง  ทำดวงตาให้เกิด  ทำญาณให้เกิด  ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ  เพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความตรัสรู้  เพื่อนิพพาน

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว  ด้วยปัญญาอันยิ่ง  ทำดวงตาให้เกิด  ทำญาณให้เกิด  ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ  เพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความตรัสรู้  เพื่อนิพพานนั้น  เป็นไฉน

                   ปฏิปทาสายกลางนั้น  ได้แก่  อริยมรรคมีองค์ ๘  คือ 

                   ปัญญาอันเห็นชอบ ๑  ความดำริชอบ ๑  เจรจาชอบ ๑  การงานชอบ ๑  เลี้ยง-ชีวิตชอบ ๑  พยายามชอบ ๑  ระลึกชอบ ๑  ตั้งจิตชอบ ๑

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้คือ  ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว  ด้วยปัญญาอันยิ่ง  ทำดวงตาให้เกิด  ทำญาณให้เกิด  ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ  เพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความตรัสรู้  เพื่อนิพพาน

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ข้อนี้เป็นทุกขอริยสัจ  คือ  ความเกิดเป็นทุกข์  ความแก่เป็นทุกข์  ความเจ็บไข้เป็นทุกข์  ความตายเป็นทุกข์  ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์  ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักเป็นทุกข์  ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์  โดยย่อ  อุปาทานขันธ์ ๕  เป็นทุกข์

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ข้อนี้เป็นทุกขสมุทยอริยสัจ  คือ  ตัณหาอันทำให้เกิดอีก  ประกอบด้วยความกำหนัด  ด้วยอำนาจความเพลิน  มีปรกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ  คือ  กามตัณหา  ภวตัณหา  วิภวตัณหา

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ข้อนี้เป็นทุกขนิโรธอริยสัจ  คือ  ตัณหานั้นดับโดยไม่เหลือ  ด้วยมรรค  คือ  วิราคะ  สละ  สละคืน  ปล่อยไป  ไม่พัวพัน

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ข้อนี้เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ  คือ  อริยมรรคมีองค์ ๘  นี้  คือ  ปัญญาเห็นชอบ ๑. . .  ตั้งจิตชอบ ๑

 

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ดวงตา  ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลาย  ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า  นี้ทุกขอริยสัจ,  ทุกขอริยสัจนี้  ควรกำหนดรู้,  ทุกขอริยสัจนี้  เราได้กำหนดรู้แล้ว

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดวงตา  ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง  ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า  นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ,  ทุกขสมุทยอริยสัจนี้  ควรละเสีย,  ทุกขสมุทยอริยสัจนี้  เราได้ละแล้ว

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดวงตา  ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง  ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า  นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ,  ทุกขนิโรธอริยสัจนี้  ควรทำให้แจ้ง,  ทุกขนิโรธอริยสัจนี้  เราทำให้แจ้งแล้ว

 

           ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดวงตา  ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสงสว่าง  ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า  นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ, ทุกข-นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้  ควรให้เจริญ,  ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้  เราให้เจริญแล้ว

 

 

ญาณทัสสนะมีรอบ ๓  มีอาการ ๑๒

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้  มีรอบ ๓  มีอาการ ๑๒  อย่างนี้  ยังไม่หมดจดดีแล้วเพียงใด  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรายังยืน- ยันไม่ได้ว่า  เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ  อันยอดเยี่ยมในโลก  พร้อมทั้งเทวโลก  มาร-โลก  พรหมโลก  ในหมู่สัตว์  พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์  เทวดาและมนุษย์  เพียงนั้น

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็เมื่อใด  ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้  มีรอบ ๓  มีอาการ ๑๒  อย่างนี้  หมดจดดีแล้ว  เมื่อนั้นเราจึงยืนยันได้ว่า  เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ  อันยอดเยี่ยมในโลก  พร้อมทั้งเทวโลก  มารโลก  พรหมโลก  ในหมู่สัตว์  พร้อมทั้งสมณะพรามหณ์  เทวดา  และมนุษย์

 

                   ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า  ความพ้นวิเศษของเรา  ไม่กลับกำเริบ  ชาตินี้เป็นที่สุด  ภพใหม่ไม่มีต่อไป

 

                   ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่  ดวงตาเห็นธรรม  ปราศ-จากธุลี  ปราศจากมลทิน  ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า  สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งมวล  มีความดับเป็นธรรมดา

 

                   ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว  เหล่าภุมม-เทวดาได้บันลือเสียงว่า  นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว  ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน  เขตพระนครพาราณสี  อันสมณะพราหมณ์   เทวดา  มาร  พรหม  หรือใครๆ ในโลกจะปฏิวัติไม่ได้

                   เทวดาชั้นจาตุมหาราช   ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว  ก็บันลือเสียงต่อไป

                   เทวดาชั้นดาวดึงส์   ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว  ก็บันลือเสียงต่อไป

                   เทวดาชั้นยามา . . .

                   เทวดาชั้นดุสิต. . .

                   เทวดาชั้นนิมมานรดี . . .

                   เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี . . .

                   เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม  ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตีแล้ว  ก็บันลือเสียงต่อไปว่า  นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประ- กาศให้เป็นไปแล้ว  ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน  เขตพระนครพาราณสี  อันสมณะ  พราหมณ์  เทวดา  มาร  พรหม  หรือใครๆ ในโลกจะปฏิวัติไม่ได้

 

                   ชั่วขณะกาลครู่หนึ่งนั้น  เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลกด้วยประการฉะนั้น  ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน  ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้  ปรากฏแล้วในโลกล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย

 

 

 

                   ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระอุทานว่า  ท่านผู้เจริญ  โกณ-ฑัญญะได้รู้แล้วหนอ  ท่านผู้เจริญ  โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ  เพราะเหตุนั้น  คำว่า   อัญญาโกณฑัญญะนี้  จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะ  ด้วยประการฉะนี้

 

พระปัญจวัคคีย์ทูลขอบรรพชาอุปสมบท

 

                   ครั้งนั้น  ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ  ได้เห็นธรรมแล้ว  ได้บรรลุธรรมแล้ว  ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว  มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว  ข้ามความสงสัยได้แล้ว  ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย  ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า  ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา    ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา  พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  ดังนี้  แล้วตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

                   พระวาจานั้น  ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น

 

                   ครั้นต่อมา  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุทั้งหลายที่เหลือจากนั้นด้วยธรรมีกถา  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานโอวาทสั่งสอนด้วย          ธรรมีกถาอยู่  ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี  ปราศจากมลทิน  ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระวัปปะและท่านพระภัททิยะ  ท่านทั้งสองได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ขอข้าพระองค์     ทั้งสองพึงได้บรรพชา  พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า  

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  เธอทั้งสองจงเป็นภิกษุมาเถิด  ดังนี้  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  เธอทั้งสองจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

                   พระวาจานั้น  ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุทั้งสองนั้น

 

                   วันต่อมา  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานโอวาทสั่งสอนด้วยธรรมีกถาอยู่  ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี  ปราศจากมลทิน  ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระมหานามะและท่านพระอัสสชิ  ท่านทั้งสองได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ขอข้าพระองค์ทั้งสอง  พึงได้บรรพชา  พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  เธอทั้งสองจงเป็นภิกษุมาเถิด  ดังนี้  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  เธอทั้งสองจงประพฤติพรหมจรรย์  เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

                   พระวาจานั้น  ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุทั้งสองนั้น

 

                   ในวันแรมค่ำหนึ่ง  ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแก่พระวัปฺปเถระ 

                   ในวันแรม  ๒ ค่ำ  ได้เกิดขึ้นแก่พระภัททิยเถระ 

                   ในวันแรม ๓ ค่ำ  ได้เกิดแก่พระมหานามเถระ 

                   ในวันแรม ๔  ค่ำ  ได้เกิดขึ้นแก่พระอัสสชิเถระ 

 

                   ก็เพื่อชำระมลทินซึ่งเกิดขึ้นในกัมมัฏฐานของภิกษุเหล่านี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จอยู่ภายในวิหารเท่านั้น  เมื่อมลทินแห่งกัมมัฏฐานเกิดขึ้นทีไร  ก็ได้เสด็จลงมาทางอากาศแล้วทรงชำระเสีย  ในวันแรม ๕ ค่ำแห่งปักษ์  พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ปัญจวัคคีย์ทั้งหมดประชุมพร้อมกัน  แล้วตรัสสอนด้วยอนัตตลักขณสูตร  

 

อนัตตลักขณสูตร

 

                   ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   รูปเป็นอนัตตา  ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว  รูปนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  และบุคคลพึงได้ในรูปว่า  รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา  ฉะนั้น  รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า  รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

                   เวทนาเป็นอนัตตา  สัญญาเป็นอนัตตา  สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา  วิญญาณเป็นอนัตตา 

                   ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือจะตามเห็นตามสิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั้นเป็นเรา  นั้นเป็นตนของเรา

 

                   รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  ภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด  เลวหรือประณีต  ไกลหรือใกล้  ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป  เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบ  ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั้นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่เป็นเรา  นั่นไม่ใช่ตนของเรา

                   เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง  สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง. . .

                   วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด  เลวหรือประณีต  ไกลหรือใกล้  ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าวิญญาณ  เธอทั้งหลายพึงเห็นวิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ  ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่เป็นเรา  นั่นไม่ใช่ตนของเรา

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว  เห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัง-ขารทั้งหลาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ  เมื่อเบื่อหน่าย  ย่อมสิ้นกำหนัด  เพราะสิ้นกำหนัด  จิตก็พ้น  เมื่อจิตพ้นแล้ว  ก็รู้ว่าพ้นแล้ว  อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว   พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้

 

       พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว  พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดีเพลิด-เพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่  จิตของพระปัญจวัคคีย์พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่น

                   ครั้งนั้น  มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก  ๖ องค์

 

 

ญาณทัสสนะมีรอบ ๓  มีอาการ ๑๒

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้  มีรอบ ๓  มีอาการ ๑๒  อย่างนี้  ยังไม่หมดจดดีแล้วเพียงใด  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรายังยืน- ยันไม่ได้ว่า  เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ  อันยอดเยี่ยมในโลก  พร้อมทั้งเทวโลก  มาร-โลก  พรหมโลก  ในหมู่สัตว์  พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์  เทวดาและมนุษย์  เพียงนั้น

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็เมื่อใด  ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้  มีรอบ ๓  มีอาการ ๑๒  อย่างนี้  หมดจดดีแล้ว  เมื่อนั้นเราจึงยืนยันได้ว่า  เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ  อันยอดเยี่ยมในโลก  พร้อมทั้งเทวโลก  มารโลก  พรหมโลก  ในหมู่สัตว์  พร้อมทั้งสมณะพรามหณ์  เทวดา  และมนุษย์

 

                   ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า  ความพ้นวิเศษของเรา  ไม่กลับกำเริบ  ชาตินี้เป็นที่สุด  ภพใหม่ไม่มีต่อไป

 

                   ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่  ดวงตาเห็นธรรม  ปราศ-จากธุลี  ปราศจากมลทิน  ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า  สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งมวล  มีความดับเป็นธรรมดา

 

                   ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว  เหล่าภุมม-เทวดาได้บันลือเสียงว่า  นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว  ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน  เขตพระนครพาราณสี  อันสมณะพราหมณ์   เทวดา  มาร  พรหม  หรือใครๆ ในโลกจะปฏิวัติไม่ได้

                   เทวดาชั้นจาตุมหาราช   ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว  ก็บันลือเสียงต่อไป

                   เทวดาชั้นดาวดึงส์   ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว  ก็บันลือเสียงต่อไป

                   เทวดาชั้นยามา . . .

                   เทวดาชั้นดุสิต. . .

                   เทวดาชั้นนิมมานรดี . . .

                   เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี . . .

                   เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม  ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตีแล้ว  ก็บันลือเสียงต่อไปว่า  นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประ- กาศให้เป็นไปแล้ว  ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน  เขตพระนครพาราณสี  อันสมณะ  พราหมณ์  เทวดา  มาร  พรหม  หรือใครๆ ในโลกจะปฏิวัติไม่ได้

 

                   ชั่วขณะกาลครู่หนึ่งนั้น  เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลกด้วยประการฉะนั้น  ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน  ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้  ปรากฏแล้วในโลกล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย

 

 

 

                   ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระอุทานว่า  ท่านผู้เจริญ  โกณ-ฑัญญะได้รู้แล้วหนอ  ท่านผู้เจริญ  โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ  เพราะเหตุนั้น  คำว่า   อัญญาโกณฑัญญะนี้  จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะ  ด้วยประการฉะนี้

 

พระปัญจวัคคีย์ทูลขอบรรพชาอุปสมบท

 

                   ครั้งนั้น  ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ  ได้เห็นธรรมแล้ว  ได้บรรลุธรรมแล้ว  ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว  มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว  ข้ามความสงสัยได้แล้ว  ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย  ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า  ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา    ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา  พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  ดังนี้  แล้วตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

                   พระวาจานั้น  ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น

 

                   ครั้นต่อมา  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุทั้งหลายที่เหลือจากนั้นด้วยธรรมีกถา  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานโอวาทสั่งสอนด้วย          ธรรมีกถาอยู่  ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี  ปราศจากมลทิน  ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระวัปปะและท่านพระภัททิยะ  ท่านทั้งสองได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ขอข้าพระองค์     ทั้งสองพึงได้บรรพชา  พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า  

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  เธอทั้งสองจงเป็นภิกษุมาเถิด  ดังนี้  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  เธอทั้งสองจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

                   พระวาจานั้น  ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุทั้งสองนั้น

 

                   วันต่อมา  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานโอวาทสั่งสอนด้วยธรรมีกถาอยู่  ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี  ปราศจากมลทิน  ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระมหานามะและท่านพระอัสสชิ  ท่านทั้งสองได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ขอข้าพระองค์ทั้งสอง  พึงได้บรรพชา  พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  เธอทั้งสองจงเป็นภิกษุมาเถิด  ดังนี้  แล้วได้ตรัสต่อไปว่า  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  เธอทั้งสองจงประพฤติพรหมจรรย์  เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

                   พระวาจานั้น  ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุทั้งสองนั้น

 

                   ในวันแรมค่ำหนึ่ง  ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแก่พระวัปฺปเถระ 

                   ในวันแรม  ๒ ค่ำ  ได้เกิดขึ้นแก่พระภัททิยเถระ 

                   ในวันแรม ๓ ค่ำ  ได้เกิดแก่พระมหานามเถระ 

                   ในวันแรม ๔  ค่ำ  ได้เกิดขึ้นแก่พระอัสสชิเถระ 

 

                   ก็เพื่อชำระมลทินซึ่งเกิดขึ้นในกัมมัฏฐานของภิกษุเหล่านี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จอยู่ภายในวิหารเท่านั้น  เมื่อมลทินแห่งกัมมัฏฐานเกิดขึ้นทีไร  ก็ได้เสด็จลงมาทางอากาศแล้วทรงชำระเสีย  ในวันแรม ๕ ค่ำแห่งปักษ์  พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ปัญจวัคคีย์ทั้งหมดประชุมพร้อมกัน  แล้วตรัสสอนด้วยอนัตตลักขณสูตร  

 

อนัตตลักขณสูตร

 

                   ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   รูปเป็นอนัตตา  ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว  รูปนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  และบุคคลพึงได้ในรูปว่า  รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา  ฉะนั้น  รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า  รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

                   เวทนาเป็นอนัตตา  สัญญาเป็นอนัตตา  สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา  วิญญาณเป็นอนัตตา 

                   ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือจะตามเห็นตามสิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั้นเป็นเรา  นั้นเป็นตนของเรา

 

                   รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  ภายในหรือภายนอกหยาบหรือละเอียด  เลวหรือประณีต  ไกลหรือใกล้  ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป  เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบ  ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั้นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่เป็นเรา  นั่นไม่ใช่ตนของเรา

                   เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง  สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง  สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง. . .

                   วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด  เลวหรือประณีต  ไกลหรือใกล้  ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าวิญญาณ  เธอทั้งหลายพึงเห็นวิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ  ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่เป็นเรา  นั่นไม่ใช่ตนของเรา

 

                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว  เห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัง-ขารทั้งหลาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ  เมื่อเบื่อหน่าย  ย่อมสิ้นกำหนัด  เพราะสิ้นกำหนัด  จิตก็พ้น  เมื่อจิตพ้นแล้ว  ก็รู้ว่าพ้นแล้ว  อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว   พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้

 

       พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว  พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดีเพลิด-เพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่  จิตของพระปัญจวัคคีย์พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่น

                   ครั้งนั้น  มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก  ๖ องค์