พระเจ้าปุกกุสาติ  ธาตุวิภังคสูตร

 

                   ครั้นเมื่อพระเจ้าพิมพิสารเสวยราชสมบัติในพระนครราชคฤห์  ในมัชฌิม-ประเทศ  พระเจ้าปุกกุสาติเสวยราชสมบัติในพระนครตักกศิลา  ในปัจจันตประเทศ  ครั้งนั้น  พ่อค้าทั้งหลายต่างก็เอาสินค้าจากพระนครตักกศิลามาสู่พระนครราชคฤห์  ครั้นแล้วจึงนำบรรณาการไปถวายแด่พระราชา,  พระราชาตรัสถามว่า  พระราชาของพวกท่านมีพระนามอย่างไร,  ทรงดำรงอยู่ในธรรมหรือ,  พระนามว่า  ปุกกุสาติ  ทรงดำรงอยู่ในธรรม  ทรงสงเคราะห์ชนด้วยสังคหวัตถุสี่  ทรงดำรงอยู่ในฐานะมารดาบิดาของโลก  ทรงยังชนดุจทารกนอนบนตักให้ยินดี  ทรงมีวัยเท่ากับพระเจ้าพิมพิสาร  ครั้งนั้น  พระราชาตรัสกะพ่อค้าเหล่านั้นว่า  พวกท่านพึงอาจเพื่อทำพระราชาของพวกท่านให้เป็นมิตรกับเราหรือ,  อาจ  พระพุทธเจ้าข้า,  พ่อค้าเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระราชาในเวลากลับ  พระราชาตรัสว่า  พวกท่านจงทูลแด่พระราชาของท่านตามคำของเราว่า  พระราชาทรงพระประสงค์มิตร- ภาพกับพระองค์  พ่อค้าเหล่านั้นทูลรับพระราชโองการแล้วกลับไป

 

                   พระราชาเหล่านั้นแม้ไม่ทรงเห็นกัน  ก็เป็นมิตรแน่นแฟ้น  เมื่อบรรณาการเกิดแก่พระเจ้าปุกกุสาติก่อน  ทรงได้ผ้ากัมพล ๘ ผืน  อันหาค่ามิได้  ทรงพระดำริว่า  ผ้ากัมพลเหล่านี้งามอย่างยิ่ง  เราจักส่งให้พระสหายของเรา  ทรงสั่งอำมาตย์ทั้งหลายว่า  พวกท่านจงให้ทำผอบแข็งแรง ๘ ผอบเท่าก้อนครั่ง,  ใส่ผ้ากัมพลเหล่านั้น  แล้วถวายแก่พระสหายของเรา   และได้พระราชทานพระราชสาส์นไปทูลถวายแด่พระเจ้าพิมพิสาร

 

                   พระเจ้าพิมพิสารนั้น  ทรงสดับพระราชสาส์น  ทรงเปิดผอบ  ทรงเห็นกัมพล-รัตนะภายใน  ทรงให้คลี่ผ้ากัมพลเหล่านั้น  ผ้ากัมพลเหล่านั้นถึงพร้อมด้วยสี  ถึงพร้อมด้วยผัสสะ  ยาว ๑๖ ศอก  กว้าง ๘ ศอก  ทรงให้ตีราคาผ้ากัมพลแต่ละผืน  ผ้ากัมพลทุกผืนหาค่ามิได้  ในผ้ากัมพลแปดผืนนั้น  ทรงถวายสี่ผืนแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทรงไว้ใช้สี่ผืนในพระราชวังของพระองค์  แต่นั้นทรงพระราชดำริว่า  การที่เราเมื่อจะส่งภายหลัง  ก็ควรส่งบรรณาการดีกว่าบรรณาการที่ส่งแล้วก่อน  ก็ในกรุงราชคฤห์ไม่มีวัตถุที่ดียิ่งกว่านั้น  อีกประการหนึ่ง  จำเดิมแต่กาลที่พระองค์ทรงเป็นพระโสดาบันแล้ว  เว้นจากพระรัตนตรัยแล้ว  ไม่มีสิ่งใดอื่น  ที่ชื่อว่า  สามารถเพื่อยังพระโสมนัสให้เกิดขึ้นได้  พระองค์จึงทรงปรารภเพื่อทรงเลือกรัตนะ

 

       ขึ้นชื่อว่า  รัตนะที่เสมอด้วยพุทธรัตนะ  ย่อมไม่มีในโลกพร้อมทั้งเทวโลก    เพราะฉะนั้น  จึงทรงพระราชดำริว่า  เราจักส่งรัตนะที่ไม่มีอะไรเสมอเท่านั้นแก่พระสหาย

ของเรา  จึงตรัสถามพวกพ่อค้าชาวนครตักกศิลาว่า  รัตนะ ๓ อย่างนี้คือ  พุทธะ  ธรรมะ  สังฆะ  ย่อมปรากฏในชนบทของพวกท่านหรือ,  ข้าแต่มหาราช  แม้เสียงก็ไม่มีในชนบทนั้น  การเห็นจักมีแต่ที่ไหนเล่า

 

                   พระราชาทรงพระราชดำริว่า  เราให้ทำแผ่นทองคำ  ยาวสี่ศอก  กว้างประมาณหนึ่งคืบ  หนาพอควร  แล้วจักลิขิตอักษรลงในแผ่นทองคำนั้นในวันนี้  ทรงอธิษฐานองค์พระอุโบสถ  ทรงลิขิตพระอักษรลงในแผ่นทองคำ  ทรงลิขิตพระพุทธคุณโดยเอกเทศก่อนว่า  พระตถาคต  ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ  เสด็จไปดี  ทรงรู้แจ้งโลก  ทรงเป็นสารถีฝึกตนอย่างยอดเยี่ยม  เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ทรงตื่นแล้ว  ทรงจำแนกพระธรรม  เสด็จอุบัติในโลกนี้  ดังนี้

 

                 ต่อแต่นั้น  ทรงลิขิตว่า  พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศอย่างนี้  ทรงจุติจากชั้นดุสิต  ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์พระมารดา  การเปิดโลกได้มีแล้วอย่างนี้  เมื่อทรงอยู่ในพระครรภ์มารดา  ชื่อนี้ได้มีแล้ว  เมื่อทรงอยู่ครอบครองเรือน  ชื่อนี้ได้มีแล้ว    เมื่อเสด็จออกพระมหาภิเนษกรมณ์อย่างนี้  ทรงเริ่มตั้งความเพียรอันยิ่งใหญ่อย่างนี้  ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างนี้  เสด็จขึ้นสู่ควงมหาโพธิประทับนั่งบนอปราชิตบัลลังก์แล้ว  ทรงแทงตลอดสัพพัญญุตญาณ  เมื่อทรงแทงตลอดสัพพัญญุตญาณ  เป็นอันมีการเปิดโลกแล้วอย่างนี้  ชื่อว่ารัตนะเห็นปานนี้  อื่นไม่มีในโลกพร้อมกับเทวโลกดังนี้  ทรงลิขิตพระพุทธ-คุณทั้งหลาย  โดยเอกเทศอย่างนี้ว่า

 

                   ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้  หรือโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตไม่มี  พุทธรัตนะแม้นี้  เป็นรัตนะอันประณีต        ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี 

 

                   เมื่อจะทรงสรรเสริญธรรมรัตนะที่สองว่า  พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วฯลฯ  อันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้เฉพาะตน  ดังนี้แล้ว  ทรงลิขิตโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ  โดยเอกเทศว่า  สติปัฏฐานสี่ ฯลฯ  มรรคมีองค์แปดอันประเสริฐ  ชื่อว่า  พระธรรมอันพระศาสดาทรงแสดงแล้ว  เห็นปานนี้  และเห็นปานนี้  ดังนี้  แล้วทรงลิขิตพระธรรมคุณทั้งหลายโดยเอกเทศว่า

 

                   พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด  ทรงสรรเสริญแล้วซึ่งสมาธิใดว่าเป็นธรรมอันสะอาด  บัณฑิตทั้งหลายกล่าวซึ่งสมาธิใดว่าให้ผลในลำดับ  สมาธิอื่นเสมอด้วยสมาธินั้นย่อมไม่มี  ธรรม-รัตนะแม้นี้  เป็นรัตนะอันประณีต  ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี 

 

                   ต่อแต่นั้น  เมื่อจะทรงสรรเสริญพระสังฆรัตนะที่สามว่า  พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า  เป็นผู้ปฏิบัติดี  ฯลฯ  เป็นเนื้อนาบุญของโลก  ดังนี้  ทรงลิขิต  จุลศีล  มัชฌิมศีล  และมหาศีลโดยเอกเทศว่า  ธรรมดากุลบุตรทั้งหลายฟังธรรมกถาของพระ-ศาสดาแล้ว  ออกบวชอย่างนี้  บางพวกละเศวตฉัตรบวช  บางพวกละความเป็นอุปราชบวช  บางพวกละตำแหน่งทั้งหลาย  มีตำแหน่งเสนาบดีเป็นต้นบวช  ครั้นบวชแล้วบำเพ็ญปฏิบัตินี้  ทรงลิขิตการสำรวมในอินทรีย์หก  สติสัมปชัญญะ  ความยินดีในการเจริญสันโดษด้วยปัจจัยสี่  การละนีวรณ์  บริกรรมฌานและอภิญญา  กรรมฐาน ๓๘ ประการ  จนถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะโดยเอกเทศ  ทรงลิขิตอานาปานสติกรรมฐานโดยพิสดาร  ทรงลิขิตพระ-สังฆคุณทั้งหลายโดยเอกเทศว่า  ชื่อว่า  พระสงฆ์สาวกของพระศาสดาถึงพร้อมด้วยคุณทั้งหลาย  เห็นปานนี้  และเห็นปานนี้  ดังนี้

 

 

 

 

                   บุคคลเหล่าใด ๘ จำพวก  ๔ คู่  อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว  บุคคลเหล่านั้น  ควรแก่ทักษิณาทาน  เป็นสาวก   ของพระสุคต  ทานทั้งหลายอันบุคคลถวายแล้วในท่านเหล่านั้นย่อมมีผลมาก  สังฆรัตนะแม้นี้  เป็นรัตนะอันประณีต  ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี

 

                   ทรงลิขิตว่า  ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสดีแล้ว  เป็นศาสนานำสัตว์ออกจากทุกข์  ถ้าพระสหายของเราจะอาจไซร้  ขอได้เสด็จออกทรงผนวชเถิด  ดังนี้ 

 

                   ทรงม้วนแผ่นทองคำ  พันด้วยผ้ากัมพลเนื้อละเอียด  ทรงใส่ในหีบอันแข็งแรง  ทรงวางหีบนั้นลงในหีบทองคำ  ทรงวางหีบทองคำลงในหีบเงิน  ทรงวางหีบเงินลงในหีบแก้วมณี  ทรงวางหีบแก้วมณีลงในหีบแก้วประพาฬ  ทรงวางหีบแก้วประพาฬลงในหีบทับทิม  ทรงวางหีบทับทิมลงในหีบแก้วมรกต  ทรงวางหีบแก้วมรกตลงในหีบแก้วผลึก  ทรงวางหีบแก้วผลึกลงในหีบงา  ทรงวางหีบงาลงในหีบรัตนะทุกอย่าง  ทรงวางหีบรัตนะทุกอย่างลงในหีบเสื่อลำแพน  ทรงวางหีบเสื่อลำแพนลงในผอบแข็งแรง

 

                   ทรงวางผอบแข็งแรงลงในผอบทองอีก  ทรงนำไปโดยนัยก่อนนั้น  ทรงวางผอบที่ทำด้วยรัตนะทุกอย่างลงในผอบที่ทำด้วยเสื่อลำแพน  แต่นั้นทรงวางผอบที่ทำด้วยเสื่อลำแพนลงในหีบที่ทำด้วยไม้แก่น  ทรงนำไปโดยนัยกล่าวแล้วอีกนั้น  ทรงวางหีบที่ทำด้วยรัตนะทุกชนิดลงในหีบที่ทำด้วยเสื่อลำแพน  ข้างนอกทรงพันด้วยผ้าประทับตราพระ-ราชลัญจกร  ตรัสสั่งอำมาตย์ทั้งหลายว่า  ท่านทั้งหลายจงตกแต่งทางในสถานที่ซึ่งอยู่ในอำนาจของเรา  ทรงสั่งแก่ข้าราชการภายในว่า  จงทำบูชาในสถานที่ครอบครองของตนๆ  ส่วนพระองค์ทรงประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง  ทรงพระราชดำริว่า  เราจะส่งบรร-ณาการไปดังนี้ 

 

                   ฝ่ายพระเจ้าปุกกุสาติ  ทรงให้ประดับประดาพระนคร,  พระราชบรรณาการมาถึงพระนครตักกศิลาในวันอุโบสถ  ครั้นแล้วพระราชาทรงถือพระราชบรรณาการ  เสด็จขึ้นสู่พระปราสาทแล้วตรัสว่า  ใครๆ  อย่าเข้ามาในที่นี้  ทรงให้ทำการรักษาที่พระ-ทวาร  ทรงวางพระราชบรรณาการบนที่พระบรรทมสูง  ส่วนพระองค์ประทับนั่งบนอาสนะต่ำ  ทรงเปลื้องเครื่องห่อหุ้มโดยลำดับ  ทรงเห็นหีบซึ่งทำด้วยแก่นจันทร์  ทรงเปิดหีบนั้น  ทรงเปิดผ้ากัมพลอันละเอียดทั้งสองข้าง  ทรงเห็นแผ่นทองคำ  พระองค์ทรงคลี่แผ่นทองคำนั้นออก  ทรงพระราชดำริว่า  พระอักษรทั้งหลายน่าพอใจจริง  มีหัวเท่ากัน  มีระเบียบเรียบร้อย  มีมุมสี่ดังนี้  ทรงปรารภเพื่อจะทรงอ่านจำเดิมแต่ต้น  พระโสมนัสอันมีกำลังได้เกิดขึ้นแก่พระองค์ที่ทรงอ่านแล้วอ่านอีกซึ่งพระพุทธคุณทั้งหลายว่า  พระตถาคตทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้  ปลายพระโลมาก็ชูชันขึ้น  พระองค์ไม่ทรงทราบถึงความที่พระองค์  ประทับยืน  หรือประ ทับนั่ง  ลำดับนั้น  พระปีติอันมีกำลังอย่างยิ่งได้บังเกิดขึ้นแก่พระองค์ว่า  เราได้ฟังพระศาสนาที่หาได้โดยยากนี้  แม้โดยแสนโกฏิกัป  เพราะอาศัยพระสหาย  พระองค์เมื่อไม่อาจเพื่อทรงอ่านต่อไป  ก็ประทับนั่งจนกว่ากำลังปีติสงบระงับ  แล้วทรงปรารภพระธรรมคุณทั้งหลายต่อไปว่า  พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วดังนี้  พระองค์ก็ทรงมีพระปีติอย่างนั้นแม้ในพระธรรมคุณนั้น  พระองค์ประทับนั่งอีกจนกว่าความสงบแห่งกำลังปีติ  ทรงปรารภพระสังฆคุณทั้งหลายต่อไปว่า  พระสงฆ์สาวกเป็นผู้ปฏิบัติดี  ในพระสังฆคุณแม้นั้น  พระองค์ก็ทรงมีพระปีติอย่างนั้นเหมือนกัน  ลำดับนั้น  ทรงอ่านอานาปานสติกัมมัฏฐาน  ในลำดับสุดท้าย  ทรงยังฌานหมวดสี่และหมวดห้าให้เกิดขึ้น  พระองค์ทรงยังเวลาให้ล่วงไป  ด้วยความสุขในฌานนั้น  และใครอื่นย่อมไม่ได้เพื่อเห็น  มหาดเล็กประจำพระองค์คนเดียวเท่านั้น  ย่อมเข้าไปได้  ทรงยังเวลาประมาณกึ่งเดือนให้ผ่านไปด้วยประการฉะนี้

 

           ชาวพระนครทั้งหลายได้ทำการโห่ร้องตะโกนว่า  จำเดิมแต่วันที่พระราชาทรงรับพระราชบรรณาการแล้ว  ไม่มีการทอดพระเนตรพระนคร  หรือการทอดพระเนตรดูนางฟ้อนรำ  ไม่มีการพระราชทานวินิจฉัย  พระราชาจงทรงพระราชทานพระราชบรรณา-การที่พระสหายส่งมาให้แก่ผู้รับไปเถิด,  พระราชาทรงสดับเสียงตะโกนแล้วทรงพระราช-ดำริว่า  เราจะธำรงไว้ซึ่งราชสมบัติหรือพระศาสดา  ลำดับนั้น  พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า  ประธานและมหาอำมาตย์ของประธานย่อมไม่อาจเพื่อจะนับความที่เราเสวยราชสมบัติได้  เราจักธำรงไว้ซึ่งพระศาสนาของพระศาสดา  ดังนี้  ทรงจับพระแสงดาบที่ทรงวางไว้บนพระที่บรรทม  ตัดพระเกศา  แล้วทรงเปิดพระสีหบัญชร  ทรงยังกำพระเกศาพร้อมกับพระจุฑามณีให้ตกลงในท่ามกลางบริษัทว่า  ท่านทั้งหลายถือเอากำเกศานี้ครองราชสมบัติเถิด  ลำดับนั้น  ทรงสั่งมหาดเล็กประจำพระองค์ให้นำผ้ากาสาวพัสตร์สองผืน  และบาตรดินจากในตลาด  ทรงอุทิศต่อพระศาสดาว่า  พระอรหันต์เหล่าใดในโลก  เราบวชอุทิศ พระอรหันต์เหล่านั้น  ดังนี้  แล้วทรงนุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง  ทรงห่มผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง  ทรงสะพายบาตร  ทรงถือธารพระกร  เสด็จลงจากพระปราสาท,  ประชาชนทั้งหลายจำพระราชานั้นซึ่งเสด็จลงมาไม่ได้  พากันคิดว่า  พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาเพื่อแสดงธรรมกถาแก่พระราชาของพวกเรา  แต่ครั้นขึ้นบนพระปราสาทแล้ว  เห็นแต่ที่ประทับจึงรู้ว่า  พระราชาเสด็จไปเสียแล้ว

 

กุลบุตรนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า  พระศาสดาของเราเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์  ทรงบรรพชาพระองค์เดียว  เสด็จไปพระองค์เดียว  เราละอายต่อพระศาสดา  พระศาสดาของเราทรงบรรพชาแล้วไม่เสด็จขึ้นยาน  และไม่ทรงสวมฉลองพระบาท  โดยที่สุดแม้ชั้นเดียว  ไม่ทรงกั้นร่มกระดาษ,  กุลบุตรคิดว่า  เราเดินทางไกลไม่อาจเพื่อจะไปทางหนึ่งได้  จึงเสด็จติดตามพ่อค้าพวกหนึ่ง  เมื่อกุลบุตรผู้สุขุมาลไปในแผ่นดินที่ร้อนระอุ  พื้นพระ-บาททั้งสองข้างก็กลัดหนองแตกเป็นแผล  ทุกขเวทนาก็เกิดขึ้น

 

                   ครั้นเมื่อพวกพ่อค้าตั้งค่ายพักนั่งแล้ว  กุลบุตรก็เข้าอานาปานจตุตถฌาน  ข่มความลำบาก  ความเหน็ดเหนื่อยและความเร่าร้อน  ยังเวลาให้ผ่านไปด้วยความยินดีในฌาน  วันรุ่งขึ้น  ในเวลาอาหารเช้าพวกพ่อค้ารับบาตรของกุลบุตรแล้วใส่ขาทนียะและโภชนียะลงในบาตรถวาย  เป็นข้าวสารดิบบ้าง  เศร้าหมองบ้าง  แข็งเสมอกับก้อนกรวดบ้าง  จืดและเค็มจัดบ้าง  กุลบุตรพิจารณาสถานที่พัก  บริโภคขาทนียะและโภชนียะนั้น  ดุจอมฤต 

 

                   กุลบุตรเดินไปสิ้นทาง ๒๐๐ โยชน์  ต่ำกว่า ๘ โยชน์ (๑๙๒ โยชน์)  แม้จะเดินไปใกล้ซุ้มประตูพระเชตวันก็ตาม  แต่ก็ไม่ถามว่า  พระศาสดาประทับอยู่  ณ ที่ไหน  เพราะเคารพในพระศาสดา  และเพราะอำนาจแห่งพระราชสาส์นที่พระราชาทรงส่งไปนั้น  ทรงทำดุจพระศาสดาทรงอุบัติในกรุงราชคฤห์ว่า  พระตถาคตทรงอุบัติในโลกนี้  เพราะ- ฉะนั้นจึงไม่ถาม  เดินทางไปสิ้น ๔๕ โยชน์,  ครั้นในเวลาพระอาทิตย์ตก  กุลบุตรนั้นก็ไปถึงกรุงราชคฤห์  จึงถามว่า  พระศาสดาทรงประทับ  ณ ที่ไหน,  พระศาสดาประทับอยู่  ณ กรุงสาวัตถีนั้น  ก็พระนครชื่อว่า  สาวัตถี  มีอยู่ในทางที่ท่านมาไกลจากพระนครราชคฤห์นี้ประมาณ ๔๕ โยชน์  กุลบุตรนั้นคิดว่า  บัดนี้ไม่ใช่กาลเราไม่อาจกลับ  วันนี้เราพักอยู่ในที่นี้ก่อน  พรุ่งนี้จักไปสู่สำนักพระศาสดา,  กุลบุตรนั้นขอพักกะนายช่างหม้อ  เข้าไปนั่งเพื่อประโยชน์แก่การพักอาศัยในศาลาของนายช่างหม้อนั้น

 

                   ในเวลาใกล้รุ่งวันนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลก  ทรงเห็นกุลบุตรชื่อว่า  ปุกกุสาติ  ทรงพระดำริว่า  กุลบุตรนี้อ่านเพียงสาส์นที่พระสหายส่งไป  ละราชสมบัติ บวชอุทิศเจาะจงเรา  เดินทางสิ้น ๑๙๒ โยชน์  ถึงกรุงราชคฤห์  โดยการพักคืนเดียว  ก็เมื่อเราไม่ไปจักไม่แทงตลอดสามัญญผล ๓  จะทำกาลกิริยาไร้ที่พึ่ง  แต่ครั้นเมื่อเราไปแล้ว   จักแทงตลอดสามัญญผล ๓  ก็เราบำเพ็ญบารมีทั้งหลายสิ้นสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปเพื่อประโยชน์แก่การสงเคราะห์ชนเท่านั้น  เราจักทำการสงเคราะห์แก่กุลบุตรปุกกุสาตินั้น  ทรงพระดำริว่า  กุลบุตรได้ทำกิจที่ทำได้ยากเพราะความเคารพในเรา  ละราชสมบัติเกินหนึ่งร้อยโยชน์  ออกไปเพียงคนเดียว,  พระองค์เองก็ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จออกไปเพียงพระองค์เดียว  และเมื่อเสด็จไปก็ไม่ได้ทรงเหาะไป  ไม่ทรงย่นแผ่นดิน  ทรงพระดำริอีกว่า  กุลบุตรละอายต่อเราไม่นั่งแม้ในยานหนึ่ง  ในบรรดาช้าง  ม้า  รถ  และวอทองเป็นต้น  โดยที่สุดไม่สวมรองเท้าชั้นเดียว  ไม่กางร่มกระดาษออกไป  แม้เราก็ควรไปด้วยเท้าเท่านั้น  ดังนี้  จึงเสด็จไปด้วยพระบาท  พระองค์ทรงปกปิดพระพุทธสิรินี้  คือ  อนุพยัญ- ชนะ ๘๐  รัศมี ๑ วา  มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ  เสด็จไปด้วยเพศของภิกษุรูปหนึ่ง  ดุจพระจันทร์เพ็ญที่หมอกเมฆปกปิดไว้ฉะนั้น  โดยปัจฉาภัตเดียวเท่านั้นก็เสด็จไปได้ ๔๕ โยชน์  ในเวลาพระอาทิตย์ตกก็เสด็จถึงศาลาของนายช่างหม้อนั้น 

 

                   ก็พระตถาคตทั้งหลายเป็นผู้หนักในธรรม  ภาวะที่พระตถาคตทั้งหลายเหล่า- นั้น  เป็นผู้หนักในธรรมนั้น  โดยอัธยาศัยที่เกิด  ณ โคนแห่งต้นอชปาลนิโครธนี้ว่า  ผู้ไม่มีความเคารพ  ไม่มีความยำเกรงอยู่เป็นทุกข์  จริงอยู่  เพราะความเป็นผู้หนักในธรรม  พระ-ผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงกระทำการต้อนรับในวันออกบวชของพระมหากัสสปเถระ  ได้เสด็จไปตลอดหนทางประมาณ ๓ คาวุต,  เสด็จเดินทางเกิน ๓๐๐ โยชน์  แสดงธรรมที่ฝั่งแม่น้ำคงคา  สถาปนาพระเจ้ามหากักปินะ  พร้อมบริษัทไว้ในพระอรหัต,  ภายหลังภัตครั้งนี้  เสด็จเดินทาง ๔๕ โยชน์  เพื่อตรัสธรรมแก่ปุกกุสาติกุลบุตร 

 

                   สมัยนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหานายช่างหม้อชื่อ  ภัคควะ  ยังที่อยู่  แล้วตรัสว่า  ดูก่อนนายภัคควะ  ถ้าไม่เป็นความหนักใจแก่ท่าน  เราจะขอพักอยู่ในโรงสักคืนหนึ่ง  นายภัคควะทูลว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ข้าพเจ้าไม่มีความหนักใจเลย  แต่ในโรงนี้มีบรรพชิตเข้าไปอยู่ก่อนแล้ว  ถ้าบรรพชิตนั้นอนุญาต  ก็นิมนต์ท่านพักตามสบายเถิด

 

                   ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาท่านปุกกุสาติยังที่พัก  แล้วตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุ  ถ้าไม่เป็นความหนักใจแก่ท่าน  เราจะขอพักอยู่ในโรงสักคืนหนึ่ง  ท่านปุกกุ-สาติ  ตอบว่า  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  โรงช่างหม้อกว้างขวาง  นิมนต์ท่านผู้มีอายุพักตามสบายเถิด  

 

                                     ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปสู่โรงช่างหม้อแล้ว  ทรงลาดสันถัดหญ้า  ประทับนั่งคู้บัลลังก์  ตั้งพระกายตรง  ดำรงพระสติมั่นเฉพาะหน้า  พระองค์ประทับนั่งล่วงเลยราตรีไปเป็นอันมาก  แม้ท่านปุกกุสาติก็นั่งล่วงเลยราตรีไปเป็นอันมากเหมือน- กัน  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า  กุลบุตรนี้ประพฤติน่าเลื่อมใส  เราควรถามดูบ้าง  ต่อนั้น  พระองค์จึงตรัสถามท่านปุกกุสาติว่า  ดูก่อนภิกษุ  ท่านบวชอุทิศใครเล่า  หรือว่าใครเป็นศาสดาของท่าน  หรือท่านชอบใจธรรมของใคร

 

                   ท่านปุกกุสาติตอบว่า  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  พระสมณโคดม  ผู้ศากยบุตร  เสด็จ ออกจากศากยราชสกุล  ทรงผนวชแล้ว  ก็พระโคดมผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  มีกิตติ-ศัพท์งามฟุ้งไป  อย่างนี้ว่า  แม้เพราะเหตุดังนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  เป็นผู้ไกลจากกิเลส  ตรัสรู้เองโดยชอบ  ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ  ดำเนินไปดี  รู้แจ้งโลก  เป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกอย่างหาคนอื่นยิ่งกว่ามิได้  เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เป็นผู้ตื่นแล้ว  เป็นผู้แจกธรรม ดังนี้  ข้าพเจ้าบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  และพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าชอบใจธรรมของพระ-ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

                   พ.      ดูก่อนภิกษุ  ก็เดี่ยวนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  ประทับอยู่ที่ไหน

 

                   ปุ       ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  มีพระนครชื่อว่า  สาวัตถี  อยู่ในชนบททางทิศเหนือ  เดี่ยวนี้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  ประทับอยู่ที่นั่น

                   พ.      ดูก่อนภิกษุ  ก็ท่านเคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นหรือ  และท่านเห็นแล้วจะรู้จักไหม

                   ปุ.      ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเลย   ถึงเห็นแล้วก็ไม่รู้จัก

 

            ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริดังนี้ว่า  กุลบุตรนี้บวชอุทิศเรา    เราควรจะแสดงธรรมแก่เขา  จึงตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุ  เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน  ท่านจงฟังธรรมนี้  จงใส่ใจให้ดี  เราจักกล่าวต่อไป,  ท่านปุกกุสาติทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ชอบแล้ว  ท่านผู้มีอายุ

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุ  คนเรานี้มีธาตุ ๖  มีอายตนะ ๖  มีความหน่วงนึกของใจ ๑๘  มีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔  อันเป็นธรรมที่ผู้ตั้งอยู่แล้ว  ไม่มีกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมเป็นไป  ก็เมื่อกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมไม่เป็นไปอยู่  บัณฑิตจะเรียกเขาว่า  มุนีผู้สงบแล้ว  ไม่พึงประมาทปัญญา  พึงตามรักษาสัจจะ  พึงเพิ่มพูนจาคะ  พึงศึกษาสันติเท่านั้น นี้อุเทศแห่งธาตุวิภังค์-หก

 

                   ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุ  คนเรานี้มีธาตุ ๖ นั้น  เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว  ดูก่อนภิกษุ  ธาตุนี้มี ๖ อย่างนี้ คือ  ปฐวีธาตุ  อาโปธาตุ  เตโชธาตุ  วาโยธาตุ  อากาส-ธาตุ  วิญญาณธาตุ  ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุ  คนเรานี้มีธาตุ ๖ นั้น  เราอาศัยธาตุดังนี้  กล่าวแล้ว

 

                   ดูก่อนภิกษุ  คนเรานี้มีอายตนะ ๖  คือ  จักษุ  โสตะ  ฆานะ  ชิวหา  กาย  มโน  เป็นแดนสัมผัส 

 

                   ดูก่อนภิกษุ  คนเรานั้นมีความหน่วงนึกของใจ ๑๘  คือ  บุคคลเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว  ย่อมหน่วงนึกรูปเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส  หน่วงนึกรูปเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส  หน่วงนึกรูปเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา,  ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว . . . .  ดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว . . . . ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว. . . .  ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว . . .   รู้ธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้ว  ย่อมหน่วงนึกธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส  หน่วงนึกธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส  หน่วงนึกธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา  นี้เป็นการหน่วงนึกโสมนัส ๖  หน่วงนึกโทมนัส ๖  หน่วงนึกอุเบกขา ๖ 

 

                   ดูก่อนภิกษุ  คนเรานี้มีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔  คือ  มีปัญญาเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ,  มีสัจจะเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ,  มีจาคะเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ,  มีอุปสมะเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ 

 

                   ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  ไม่พึงประมาทปัญญา  พึงตามรักษาสัจจะ  พึงเพิ่มพูนจาคะ  พึงศึกษาสันติเท่านั้น  นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 

 

                   ดูก่อนภิกษุ  อย่างไรเล่า  ชื่อว่า  ไม่ประมาทปัญญา  ดูก่อนภิกษุ  ธาตุนี้มี ๖  คือ  ปฐวีธาตุ  อาโปธาตุ  เตโชธาตุ  วาโยธาตุ  อากาสธาตุ  วิญญาณธาตุ

 

                   ปฐวีธาตุ  คือ  ปฐวีธาตุภายในก็มี  ภายนอกก็มี 

                   ปฐวีธาตุภายใน  ได้แก่  สิ่งที่แข่นแข็ง  กำหนดได้  มีในตน  อาศัยตน  คือ  ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  เนื้อ  เอ็น  กระดูก  เยื้อในกระดูก  ม้าม  หัวใจ  ตับ   พังผืด  ไต  ปอด  ไส้ใหญ่  ไส้น้อย  อาหารใหม่  อาหารเก่า  หรือแม้สิ่งอื่นไม่ว่าชนิดไรๆ ที่แข่นแข็ง  กำหนดได้  มีในตน  อาศัยตน  นี้เรียกว่า  ปฐวีธาตุภายใน 

                   ปฐวีธาตุทั้งภายในและภายนอกนี้  เป็นปฐวีธาตุทั้งนั้น  พึงเห็นปฐวีธาตุนั้น  ด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่ใช่เรา  นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา  ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายปฐวีธาตุ  และจะให้จิตคลายกำหนัดปฐวีธาตุได้

 

อาโปธาตุ  คือ  อาโปธาตุภายในก็มี  ภายนอกก็มี

       อาโปธาตุภายใน  ได้แก่  สิ่งที่เอิบอาบ  ซึมซาบไป  กำหนดได้  มีในตน  อาศัยตน  คือ  ดี  เสลด  น้ำเหลือง  เลือด  เหงื่อ  มันข้น  น้ำตา  เปลวมัน  น้ำลาย  น้ำมูก  ไขข้อมูตร  หรือแม้สิ่งอื่นไม่ว่าชนิดไรๆ  ที่เอิบอาบซึมซาบไป  กำหนดได้  มีในตน  อาศัยตน  นี้เรียกว่า  อาโปธาตุภายใน 

 

       ก็อาโปธาตุทั้งภายในและภายนอกนี้  เป็นอาโปธาตุทั้งนั้น  พึงเห็นอาโปธาตุนั้น  ด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่ใช่เรา  นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา  ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายอาโปธาตุ  และจะให้จิตคลายกำหนัดอาโปธาตุได้

 

                   เตโชธาตุ  คือ  เตโชธาตุภายในก็มี  ภายนอกก็มี 

                   เตโชธาตุภายใน  ได้แก่  สิ่งที่อบอุ่น  ถึงความเร่าร้อน  กำหนดได้  มีในตน อาศัยตน  คือ  ธาตุที่เป็นเครื่องยังกายให้อบอุ่น  ยังกายให้ทรุดโทรม  ยังกายให้กระวนกระวาย  และธาตุที่เป็นเหตุให้ของที่กิน  ที่ดื่ม  ที่เคี้ยว  ที่ลิ้มแล้ว  ถึงความย่อยไปด้วยดี  หรือแม้สิ่งอื่นไม่ว่าชนิดไรๆ  ที่อบอุ่น  ถึงความเร่าร้อน  กำหนดได้  มีในตน  อาศัยตน  นี้เรียกว่าเตโชธาตุภายใน 

                   ก็เตโชธาตุทั้งภายในและภายนอกนี้  เป็นเตโชธาตุทั้งนั้น  พึงเห็นเตโชธาตุนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่ใช่เรา  นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา  ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายเตโชธาตุ  และจะให้จิตคลายกำหนัดเตโชธาตุได้

 

                   วาโยธาตุ  คือ  วาโยธาตุภายในก็มี  ภายนอกก็มี 

                   วาโยธาตุภายใน  ได้แก่  สิ่งที่พัดผันไป  กำหนดได้  มีในตน  อาศัยตน  คือ ลมพัดขึ้นเบื้องบน  ลมพัดลงเบื้องต่ำ  ลมในท้อง  ลมในลำไส้  ลมแล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่  ลมหายใจออก  ลมหายใจเข้า  หรือแม้สิ่งอื่นไม่ว่าชนิดไรๆ  ที่พัดผันไป  กำหนดได้  มีในตน  อาศัยตน  นี้เรียกว่า  วาโยธาตุภายใน 

                   ก็วาโยธาตุทั้งภายในและภายนอกนี้  เป็นวาโยธาตุทั้งนั้น  พึงเห็นวาโยธาตุนั้น ด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่ใช่เรา  นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา  ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายวาโยธาตุ  และจะให้จิตคลายกำหนัดวาโยธาตุได้

 

                   อากาสธาตุ  คือ  อากาสธาตุภายในก็มี  ภายนอกก็มี 

                   อากาสธาตุภายใน  ได้แก่  สิ่งที่ว่าง  ปรุโปร่ง  กำหนดได้  มีในตน อาศัยตน  คือ  ช่องหู  ช่องจมูก  ช่องปากซึ่งเป็นทางให้กลืนของที่กิน  ที่ดื่ม  ที่เคี้ยว  ที่ลิ้ม  เป็นที่ตั้งของที่กิน  ที่ดื่ม  ที่เคี้ยว  ที่ลิ้ม  และเป็นทางระบายของที่กิน  ที่ดื่ม  ที่เคี้ยว  ที่ลิ้มแล้วออกทางเบื้องล่าง  หรือแม้สิ่งอื่นไม่ว่าชนิดไรๆ  ที่ว่าง  ปรุโปร่ง  กำหนดได้  มีในตน  อาศัยตน  นี้เรียกว่า  อากาสธาตุภายใน 

                   ก็อากาสธาตุทั้งภายในและภายนอกนี้  เป็นอากาสธาตุทั้งนั้น  พึงเห็นอากาส-ธาตุนั้น  ด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่ใช่เรา  นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา  ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายอากาสธาตุ  และจะให้จิตคลายกำหนัด       อากาสธาตุได้

 

                   ต่อนั้น  สิ่งที่จะเหลืออยู่อีกก็คือ  วิญญาณอันบริสุทธิ์  ผุดผ่อง  บุคคลย่อมรู้           อะไรๆ ได้ด้วยวิญญาณนั้น  คือ  รู้ชัดว่า  สุขบ้าง  ทุกข์บ้าง  ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง 

 

                   อายตนะนี้มี    ดูก่อนภิกษุ  เพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา  ย่อมเกิดสุขเวทนา  ก็บุคคลนั้นเมื่อเสวยสุขเวทนา  ย่อมรู้ชัดว่า  กำลังเสวยสุขเวทนาอยู่ 

                   เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้นดับไป  ย่อมรู้ชัดว่า  ความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่ผัสสะนั้น  คือ  ตัวสุขเวทนาอันเกิดเพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนาย่อมดับ  ย่อมเข้าไปสงบ    

 

       เพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา  ย่อมเกิดทุกขเวทนา  บุคคลนั้นเมื่อเสวยทุกขเวทนา  ย่อมรู้ชัดว่า   กำลังเสวยทุกขเวทนาอยู่ 

เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนานั้นดับไป  ย่อมรู้ชัดว่า  ความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่ผัสสะนั้น  คือ  ตัวทุกขเวทนาอันเกิดเพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข-เวทนาย่อมดับ  ย่อมเข้าไปสงบ

 

       เพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา  ย่อมเกิดอทุกขมสุขเวทนา บุคคลนั้นเมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา  ย่อมรู้ชัดว่า   กำลังเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ 

เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นดับไป  ย่อมรู้ชัดว่า  ความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่ผัสสะนั้น  คือ  ตัวอทุกขมสุขเวทนาอันเกิดเพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่ง อทุกขมสุขเวทนาย่อมดับ  ย่อมเข้าไปสงบ

 

 

 

 

                   ดูก่อนภิกษุ  เปรียบเหมือนเกิดความร้อน  เกิดไฟได้  เพราะไม้สองท่อนประ- ชุมสีกัน  ความร้อนที่เกิดแต่ไม้สองท่อนนั้นย่อมดับ  ย่อมเข้าไปสงบ  เพราะไม้สองท่อนนั้นเองแยกกันไปเสียคนละทาง  แม้ฉันใด  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

 

       ต่อนั้นสิ่งที่จะเหลืออยู่อีกก็คือ  อุเบกขา  อันบริสุทธิ์  ผุดผ่อง  อ่อน  ควรแก่การงาน  และผ่องแผ้ว

                   บุคคลนั้นย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า  ถ้าเราน้อมอุเบกขานี้  อันบริสุทธิ์  ผุดผ่องอย่างนี้  เข้าไปสู่อากาสานัญจายตนฌาน  และเจริญจิตมีธรรมควรแก่ฌานนั้น  เมื่อเป็นเช่นนี้อุเบกขาของเรานี้  ก็จะเป็นอุเบกขาอาศัยอากาสานัญจายตนฌานนั้น 

 

                   ถ้าเราน้อมอุเบกขานี้  เข้าไปสู่วิญญาณัญจายตนฌาน  

                   ถ้าเราน้อมอุเบกขานี้  เข้าไปสู่อากิญจัญญายตนฌาน 

                   ถ้าเราน้อมอุเบกขานี้  เข้าไปสู่เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

                   ถ้าเราน้อมอุเบกขานี้  เข้าไปสู่อากาสานัญจายตนฌาน  และเจริญจิตมีธรรมควรแก่ฌานนั้น  จิตนี้ก็เป็นสังขตะ 

                   ถ้าเราน้อมอุเบกขานี้  เข้าไปสู่วิญญาณัญจายตนฌาน  และเจริญจิตมีธรรมควรแก่ฌานนั้น  จิตนี้ก็เป็นสังขตะ 

                   ถ้าเราน้อมอุเบกขานี้  เข้าไปสู่อากิญจัญญายตนฌาน  และเจริญจิตมีธรรมควรแก่ฌานนั้น   จิตนี้ก็เป็นสังขตะ 

                   ถ้าเราน้อมอุเบกขานี้  เข้าไปสู่เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  และเจริญจิตมีธรรมควรแก่ฌานนั้น  จิตนี้ก็เป็นสังขตะ  

 

                   บุคคลนั้นจะไม่คำนึง  จะไม่คิดถึงความเจริญหรือความเสื่อมเลย  เมื่อไม่คำนึงไม่คิดถึง  ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก  เมื่อไม่ยึดมั่น  ย่อมไม่หวาดเสียว  เมื่อไม่หวาด-เสียว  ย่อมปรินิพพานเฉพาะตนทีเดียว  ย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี 

 

ถ้าเขาเสวยสุขเวทนาอยู่  ย่อมรู้ชัดว่า  สุขเวทนานั้น  ไม่เที่ยง  อันบัณฑิตไม่ติดใจ  ไม่เพลิดเพลิน  ถ้าเสวยทุกขเวทนาอยู่  ย่อมรู้ชัดว่า  ทุกขเวทนานั้น  ไม่เที่ยง  อันบัณ- ฑิตไม่ติดใจ  ไม่เพลิดเพลิน  ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่  ย่อมรู้ชัดว่า  อทุกขมสุขเวทนานั้น  ไม่เที่ยง  อันบัณฑิตไม่ติดใจ  ไม่เพลิดเพลิน,  ถ้าเสวยสุขเวทนาก็เป็นผู้ไม่ประกอบเสวย  ถ้าเสวยทุกขเวทนาก็เป็นผู้ไม่ประกอบเสวย  ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนาก็เป็นผู้ไม่ประกอบเสวย,  เขาเมื่อเสวยเวทนา  มีกายเป็นที่สุด  ย่อมรู้ชัดว่า  กำลังเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด  เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด  ย่อมรู้ชัดว่า  กำลังเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด  และรู้ชัดว่าเบื้องหน้าแต่สิ้นชีวิต  เพราะตายไปแล้ว  ความเสวยอารมณ์ทั้งหมดที่ยินดีกันแล้วในโลกนี้  จักเป็นของสงบ

 

                   ดูก่อนภิกษุ  เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน  อาศัยน้ำมันและไส้จึงโพลงอยู่ได้     เพราะสิ้นน้ำมันและไส้นั้น  และไม่เติมน้ำมันและไส้อื่น  ย่อมเป็นประทีปหมดเชื้อ  ดับไป  ฉันใด  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน     

 

                   ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้สึกอย่างนี้  ชื่อว่า  เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา  อันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้  ก็ปัญญานี้  คือ  ความรู้ในความสิ้นทุกข์ทั้งปวง  เป็นปัญญาอันประเสริฐยิ่ง  ความหลุดพ้นของเขานั้น  จัดว่าตั้งอยู่ในสัจจะ  เป็นคุณไม่กำเริบ 

 

                   ดูก่อนภิกษุ  เพราะสิ่งที่เปล่าประโยชน์เป็นธรรมดา  นั้นเท็จ,  สิ่งที่ไม่เลอะ-เลือนเป็นธรรมดา ได้แก่  นิพพาน  นั้นจริง  ฉะนั้น  ผู้ถึงพร้อมด้วยสัจจะอย่างนี้  ชื่อว่า  เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสัจจะ  อันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้  ก็สัจจะนี้  คือ  นิพพาน  มีความไม่เลอะเลือนเป็นธรรมดา  เป็นสัจจะอันประเสริฐยิ่ง 

 

                   อนึ่ง  บุคคลนั้น  ยังไม่ทราบในกาลก่อน  จึงเป็นอันพรั่งพร้อม  สมาทานอุปธิเข้าไป,  อุปธิเหล่านั้นเป็นอันเขาละได้แล้ว  ถอนรากขึ้นแล้ว  ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว  ถึงความเป็นอีกไม่ได้  มีความไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา  เพราะฉะนั้น  ผู้ถึงพร้อมด้วยการสละอย่างนี้  ชื่อว่า  เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ  อันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้  ก็จาคะนี้  คือ  ความสละคืนอุปธิทั้งปวง  เป็นจาคะอันประเสริฐยิ่ง  

                   อนึ่ง  บุคคลนั้นยังไม่ทราบในกาลก่อน  จึงมีอภิชฌา  ฉันทะราคะกล้า  อาฆาต  พยาบาท  ความคิดประทุษร้าย  อวิชชา  ความหลงพร้อม  และความหลงงมงาย,  อกุศลธรรมนั้นๆ  เป็นอันเขาละได้แล้ว  ถอนรากขึ้นแล้ว  ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว  ถึงความเป็นอีกไม่ได้  มีความไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา  เพราะฉะนั้น  ผู้ถึงพร้อมด้วยความสงบอย่างนี้  ชื่อว่า  เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปสมะ  อันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้  ก็อุปสมะนี้  คือ  ความเข้าไปสงบราคะ  โทสะ  โมหะ  เป็นอุปสมะอันประ-        เสริฐอย่างยิ่ง,  ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  ไม่พึงประมาทปัญญา  พึงตามรักษาสัจจะ  พึงเพิ่มพูนจาคะ  พึงศึกษาสันติเท่านั้น  เราอาศัยเนื้อความนี้  กล่าวแล้ว

 

                   ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  คนเรามีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔  อันเป็นธรรมที่ผู้ตั้ง อยู่แล้ว  ไม่มีกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมเป็นไป  ก็เมื่อกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมไม่เป็นไปอยู่  บัณฑิตจะเรียกเขาว่า  มุนีผู้สงบแล้ว  เรา อาศัยอะไรกล่าวแล้ว  ดูก่อนภิกษุ  ความสำคัญตนมีอยู่ดังนี้ว่า  เราเป็น  เราไม่เป็น  เราจักเป็น  เราจักไม่เป็น  เราจักต้องเป็นสัตว์มีรูป  เราจักต้องเป็นสัตว์ไม่มีรูป  เราจักต้องเป็นสัตว์มีสัญญา  เราจักต้องเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา  เราจักต้องเป็นสัตว์ไม่มีสัญญาก็มิใช่  มีสัญญาก็มิใช่  ดูก่อนภิกษุ  ความสำคัญตนจัดเป็นโรค เป็นหัวผี  เป็นลูกศร  ก็ท่านเรียกบุคคลว่า  เป็นมุนีผู้สงบแล้ว  เพราะล่วงความสำคัญตนได้ทั้งหมดเทียว  และมุนีผู้สงบแล้ว ย่อมไม่เกิด  ไม่แก่  ไม่ตาย  ไม่กำเริบ  ไม่ทะเยอทะยาน  แม้มุนีนั้นก็ไม่มีเหตุที่จะต้องเกิด  เมื่อไม่เกิด  จักแก่ได้อย่างไร  เมื่อไม่แก่  จักตายได้อย่าง ไร  เมื่อไม่ตาย  จักกำเริบได้อย่าง- ไร  เมื่อไม่กำเริบ  จักทะเยอทะยานได้อย่างไร  บัณฑิตจะเรียกเขาว่า  มุนีผู้สงบแล้ว  นั่นเราอาศัยเนื้อความ  กล่าวแล้ว  ดูก่อนภิกษุ  ท่านจงทรงจำธาตุวิภังค์ ๖  โดยย่อนี้ของเราไว้

 

                   เมื่อนั้น  การจบพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า  กับการขึ้นแห่งอรุณ  และการเปล่งพระรัศมี  ได้มีในขณะเดียวกัน,  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบพระเทศนาแล้ว  ทรงเปล่งพระรัศมีมีสี ๖ ประการ  นิเวศน์แห่งช่างหม้อทั้งสิ้นก็โชติช่วงเป็นอันเดียวกัน  พระฉัพพัณณรัศมีชัชวาลย์แผ่ไปเป็นกลุ่มๆ  ทำทิศทั้งปวงให้เป็นดุจปกคลุมด้วยแผ่นทองคำ  และรัตนะอันประเสริฐซึ่งมีสีต่างๆ  เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานว่าขอให้ชาวพระนครทั้งหลายจงเห็นเราดังนี้  

                   ลำดับนั้น  ท่านปุกกุสาติทราบแน่นอนว่า  พระศาสดาสุคตสัมมาสัมพุทธเจ้า  เสด็จมาถึงแล้วโดยลำดับ  จึงลุกจากอาสนะทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง  ซบเศียรลงแทบ  พระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  โทษล่วงเกินได้ต้องข้าพระองค์เข้าแล้ว  ผู้มีอาการโง่เขลา  ไม่ฉลาด  ซึ่งข้าพระองค์ได้สำคัญถ้อยคำที่เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวาทะว่า  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ขอพระผู้มีพระ-ภาคเจ้าจงรับอดโทษล่วงเกินแก่ข้าพระองค์  เพื่อจะสำรวมต่อไป

                   พ.      ดูก่อนภิกษุ  เพราะเธอเห็นโทษล่วงเกินโดยความเป็นโทษ  แล้วกระทำคืนตามธรรม  เราขอรับอดโทษนั้นแก่เธอ  ดูก่อนภิกษุ  ก็ข้อที่บุคคลเห็นโทษล่วงเกินโดยความเป็นโทษ  แล้วกระทำคืนตามธรรม  ถึงความสำรวมต่อไปได้นั้น  เป็นความเจริญในอริยวินัย

                   ปุ.      ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอข้าพระองค์พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระ-ผู้มีพระภาคเจ้า

                   พ.      ดูก่อนภิกษุ  ก็บาตรจีวรของเธอครบแล้วหรือ

                   ปุ.      ยังไม่ครบ  พระพุทธเจ้าข้า

                   พ.      ดูก่อนภิกษุ  ตถาคตทั้งหลายจะให้กุลบุตรผู้มีบาตรและจีวรยังไม่ครบอุปสมบทไม่ได้เลย

 

                   ลำดับนั้น  ท่านปุกกุสาติ  ยินดี  อนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ลุกจากอาสนะ  ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า  กระทำประทักษิณแล้ว  หลีกไปหาบาตรจีวร,  เมื่อแสวงหาบาตรและจีวร  ก็ไม่ไปสู่สำนักของพระเจ้าพิมพิสารและของพวกพ่อค้าเดินเท้า  โดยคิดว่า  การที่เลือกแสวงหาบาตรและจีวรที่พอใจและไม่พอใจในสำนักนั้นๆ  ไม่สมควรแก่เรา  จำเราจักแสวงหาที่ท่าน้ำ  ป่าช้า  กองขยะ  และตามตรอก  ท่านจึงปรารภเพื่อแสวงหาเศษผ้าที่กองขยะในตรอกก่อน  ทันใดนั้น  แม่โคได้ปลิดชีพท่านปุกกุ-สาติ  ผู้กำลังเที่ยวหาบาตรจีวรอยู่ 

 

                   ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วตรัสถามว่า  พระองค์เสด็จมาแล้วเมื่อไร,  เมื่อเวลาพระอาทิตย์ตกวานนี้มหาบพิตร,  พระผู้มีพระภาค-เจ้าเสด็จมาด้วยกรรมอะไร,  พระเจ้าปุกกุสาติพระสหายของพระองค์ทรงฟังพระราช-สาส์นที่มหาบพิตรส่งไปแล้วเสด็จออกบวช  เสด็จมาเจาะจงอาตมภาพ  ล่วงเลยกรุงสาวัตถีมาสิ้น ๔๕ โยชน์  เสด็จเข้าสู่ศาลาช่างหม้อนี้  อาตมภาพจึงมาเพื่อสงเคราะห์พระสหายของมหาบพิตร  ได้แสดงธรรมกถา  กุลบุตรทรงแทงตลอดผล ๓,  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เวลานี้พระเจ้าปุกกุสาติประทับอยู่ที่ไหน,  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  พระเจ้าปุกกุสาติทรงขออุปสมบทแล้วเสด็จไปเพื่อทรงแสวงหาบาตรและจีวร,  ลำดับนั้น  พระราชาเสด็จไปทางทิศที่กุลบุตรเสด็จไป  ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเหาะไปปรากฏ   พระคันธกุฏีในพระเชตวัน 

 

                   พระเจ้าพิมพิสารทรงพระราชดำริว่า  พระสหายของเราได้อ่านสักว่าสาส์นที่เราส่งไป  ทรงสละราชสมบัติ  เสด็จมาทางไกลประมาณเท่านี้  กิจที่ทำได้ยากอันกุลบุตรได้ทำแล้ว  เราจักสักการะเขาด้วยเครื่องสักการะของบรรพชิต,  ราชบริวารทั้งหลายได้เห็นกุลบุตรนั้นล้มลงที่กองขยะ  กลับมาทูลแด่พระราชา  พระราชาเสด็จไป  ทรงเห็นกุลบุตรแล้ว  ทรงคร่ำครวญว่า  ท่านทั้งหลายพวกเราไม่ได้เพื่อทำสักการะแก่พระสหาย  พระ-สหายของเราไม่มีที่พึ่งแล้ว  ตรัสสั่งให้นำกุลบุตรด้วยเตียง  ทรงตั้งไว้ในโอกาสอันสมควร  ตรัสสั่งให้เรียกผู้อาบน้ำให้และช่างกัลบกเป็นต้น  โดยให้รู้ถึงการทำสักการะแก่กุลบุตรผู้ยังไม่ได้อุปสมบท  ทรงให้อาบพระเศียรของกุลบุตร  ทรงนุ่งผ้าอันบริสุทธิ์เป็นต้น  ทรงให้ตกแต่งด้วยเพศของพระราชา  ยกขึ้นสู่วอทอง  ทำการบูชา  ด้วยวัตถุทั้งหลาย  มีดนตรี  ของหอม  และมาลาทุกอย่างเป็นต้น  ทรงนำออกจากพระนคร  ทรงให้ทำมหาจิตกาธานด้วยไม้หอมเป็นอันมาก  ครั้นทรงทำสรีรกิจของกุลบุตรแล้ว  ทรงนำเอาพระธาตุมาประ- ดิษฐ์ไว้ในพระเจดีย์ 

 

                   ต่อนั้น  ภิกษุมากรูปด้วยกันได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ  ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  กุลบุตรชื่อ ปุกกุสาติที่พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าตรัสสอนด้วยพระโอวาทย่อๆ คนนั้น  ทำกาละเสียแล้ว  เขาจะมีคติอย่างไร  มีสัมปรายภพอย่างไร

พ.      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ปุกกุสาติกุลบุตรเป็นบัณฑิต  ได้บรรลุธรรมสม-ควรแก่ธรรมแล้ว  ทั้งไม่ให้เราลำบากเพราะเหตุแห่งธรรม,  ปุกกุสาติกุลบุตรเป็นผู้เข้าถึงอุปปาติกเทพ  เพราะสิ้นสัญโญชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕  เป็นอันปรินิพพานในโลกนั้น  มีความไม่กลับมาจากโลกนั้นอีกเป็นธรรมดา 

 

                   ก็ในบุคคล ๔ จำพวก  มีอุคฆฏิตัญญูเป็นต้น  ปุกกุสาติกุลบุตรเป็นวิปัจจิตัญญู  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธาตุวิภังคสูตรนี้  ด้วยอำนาจแห่งวิปัจจิตัญญู 

                   ก็บาตรและจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ไม่เกิดขึ้นแก่กุลบุตรปุกกุสาติ  เพราะบาตรและจีวรอันสำเร็จแต่ฤทธิ์  ย่อมเกิดแก่สาวกทั้งหลายผู้มีภพสุดท้ายเท่านั้น  ส่วนกุลบุตรนี้ยังมีปฏิสนธิอีก  เพราะฉะนั้น  บาตรและจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ จึงไม่เกิดขึ้น,  พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าก็ไม่ทรงแสวงหาด้วยพระองค์เองให้ถึงพร้อม  เพราะพระองค์ไม่มีโอกาส,  อายุของกุลบุตรก็สิ้นแล้ว  มหาพรหมผู้อนาคามีชั้นสุทธาวาส  ก็เป็นราวกะมาสู่ศาลาช่างหม้อแล้วนั่งอยู่ 

 

                   ปุกกุสาติกุลบุตรนั้นทำกาละแล้ว  ไปเกิดในพรหมโลกชั้นอวิหา  พอเกิดแล้วก็บรรลุพระอรหัต,  ชนที่สักว่าเกิดแล้วในอวิหาพรหมโลก  แล้วได้บรรลุพระอรหัตมี ๗ คน

 

                   ภิกษุ ๗ รูป  เข้าถึงอวิหาพรหมโลกแล้ว  หลุดพ้น  มีราคะและโทสะสิ้นแล้ว  ข้ามตัณหาในโลก  และท่านเหล่านั้นข้ามเปลือกตม  บ่วงมัจจุราช  ซึ่งข้ามได้แสนยาก  ท่านเหล่านั้นละโยคะของมนุษย์แล้ว  เข้าถึงโยคะอันเป็นทิพย์

 

                   ท่านเหล่านั้น  คือ  อุปกะ ๑   ปลคัณฑะ ๑  ปุกกุสาติ ๑  รวม ๓   ภัททิยะ ๑   ขันฑเทวะ ๑   พาหุทัตติ     ปิงคิยะ ๑   ท่านเหล่านั้นละโยคะของมนุษย์แล้ว  เข้าถึงโยคะอันเป็นทิพย์