เมืองไพศาลี  รัตนสูตร

 

                   ในสมัยหนึ่ง  เมืองไพศาลีได้เป็นเมืองมั่งคั่งกว้างขวาง  มีชนมาก  มีมนุษย์เกลื่อนกล่น  มีกษัตริย์ครอบครองราชสมบัติตามวาระกันถึงเจ็ดพันเจ็ดร้อยพระองค์  ปราสาทเพื่อประโยชน์เป็นที่ประทับของกษัตริย์เหล่านั้น  ก็มีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน,  เรือนยอด,  สถานที่รื่นรมย์และสระโบกขรณีในพระราชอุทยาน  ก็ได้มีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน

 

                   โดยสมัยอื่นอีก  เมืองไพศาลีนั้นได้เป็นเมืองมีภิกษาหาได้ยาก  ข้าวกล้าเสีย -หาย  พวกมนุษย์ที่ขัดสนในเมืองไพศาลีนั้น  ได้ตายแล้ว (มากกว่ามาก)  เพราะความหิว  พวกอมนุษย์ก็เข้าไปสู่พระนครเพราะกลิ่นซากศพของมนุษย์เหล่านั้น  อันเขาทิ้งไว้,  มนุษย์ทั้งหลายได้ตายมากกว่ามาก  เพราะอุปัทวะที่เกิดจากอมนุษย์,  อหิวาตกโรคเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย  เพราะความปฏิกูลด้วยกลิ่นศพแห่งมนุษย์เหล่านั้น  ภัย ๓ อย่าง  คือ  "ภัยเกิดแต่ภิกษาหาได้ยาก ๑  ภัยเกิดแต่อมนุษย์ ๑  ภัยเกิดแต่โรค ๑"  เกิดขึ้นแล้วด้วยประการฉะนี้

 

                   ชาวนครประชุมกันแล้ว  กราบทูลพระราชาว่า  "มหาราช  ภัย ๓ อย่างเกิดขึ้นแล้วในพระนครนี้,  ในกาลก่อนแต่กาลนี้จนถึงพระราชาชั้น ๗  ชื่อว่าภัยเห็นปานนี้ไม่เคยเกิดขึ้น  เพราะว่าในรัชกาลของพระราชาผู้ทรงธรรมทั้งหลาย  ภัยเห็นปานนี้ย่อมไม่เกิด ขึ้น"

 

                   พระราชารับสั่งให้ทำการประชุมชนทั้งปวงแล้วตรัสว่า  "ถ้าว่าความไม่ทรงธรรมของเรามีอยู่ไซร้,  ท่านทั้งหลายจงตรวจดูซึ่งเหตุนั้น"  ชาวเมืองไพศาลีตรวจดูประ- เพณีทุกอย่าง  ไม่เห็นโทษอะไรๆ  ของพระราชา  จึงกราบทูลว่า  "มหาราช  โทษของพระ- องค์ไม่มี"  จึงปรึกษากันว่า  "อย่างไรหนอ  ภัยของพวกเรานี้พึงถึงความสงบ ?"  บรรดาชนเหล่านั้น  เมื่อบางพวกกล่าวว่า  "ภัยพึงถึงความสงบด้วยการพลีกรรม  ด้วยการบวงสรวง  ด้วยการกระทำมงคล"  ชนเหล่านั้นทำพิธีนั้นทั้งหมดก็ไม่อาจป้องกันได้

 

 

                   ชนอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า  "พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก,  อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมาก  ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์  เมื่อพระองค์เสด็จมาในที่นี้แล้ว  ภัยเหล่านี้พึงถึงความสงบได้" 

 

                   ในกาลนั้น  เมื่อใกล้เข้าจำพรรษา  พระศาสดาทรงประทานปฏิญญาแก่พระ-เจ้าพิมพิสาร  แล้วเสด็จอยู่ในพระเวฬุวัน

                   สมัยนั้น  เจ้าลิจฉวีพระนามว่า  มหาลี  ทรงบรรลุโสดาปัตติผลพร้อมด้วยพระ-เจ้าพิมพิสาร,  ชาวเมืองไพศาลีส่งเจ้ามหาลีลิจฉวีและบุตรของปุโรหิตไปด้วยสั่งว่า  "ท่านทั้งหลาย  จงยังพระเจ้าพิมพิสารให้ยินยอม  แล้วนำพระศาสดามาในพระนครนี้",  เจ้ามหา-ลิจฉวีและบุตรปุโรหิตได้ถวายบรรณาการแด่พระราชาและกราบทูลความเป็นไปนั้นให้ทรงทราบ  แล้วอ้อนวอนว่า  "มหาราช  ขอพระองค์ทรงส่งพระศาสดาไปยังพระนครแห่งข้าพระองค์"

 

                   พระราชา  ตรัสว่า  "ท่านทั้งหลายจงรู้เอาเองเถิด"  แล้วไม่ทรงรับ (บรรณาการนั้น)  ชนเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ถวายบังคมแล้ว  ทูลอ้อนวอนว่า  "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ในเมืองไพศาลีเกิดภัย ๓ อย่าง  เมื่อพระองค์เสด็จไป  ภัยเหล่านั้นก็จักสงบ,  เชิญเสด็จเถิดพระเจ้าข้า"  พระศาสดาทรงสดับคำของชนเหล่านั้นแล้ว  ทรงใคร่- ครวญอยู่  ก็ทรงทราบว่า  "ในเมืองไพศาลีเมื่อเราสวดรัตนสูตร,  อาชญาจักแผ่ไปตลอดแสนโกฏิจักรวาล,  ในกาลจบพระสูตร  การบรรลุธรรมจักมีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พัน,  ภัยเหล่านั้นก็จักสงบไป"  แล้วทรงรับถ้อยคำของชนเหล่านั้น

 

                   พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับข่าวว่า  พระศาสดาทรงรับการเสด็จไปยังเมืองไพ-ศาลี  จึงรับสั่งให้ปราบพื้นที่ ๕ โยชน์ในระหว่างกรุงราชคฤห์และแม่น้ำคงคา (ต่อกัน)  ให้สม่ำเสมอ  ให้จัดแจงวิหารไว้ในที่โยชน์หนึ่งๆ  

 

                   ครั้งนั้น  พระศาสดาเสด็จเดินทางกับภิกษุ ๕๐๐ รูป  พระราชารับสั่งให้โปรยดอกไม้ ๕ สี  โดยส่วนสูงประมาณเพียงเข่า  ในระหว่างโยชน์หนึ่งๆ  แล้วให้ยกธงชัย  ธงแผ่นผ้า  และต้นกล้วย  เป็นต้น  ให้กั้นเศวตฉัตร ๒ คันซ้อนกันแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า       กั้นเศวตฉัตรแก่ภิกษุรูปละคันๆ  พร้อมทั้งบริวาร  ทรงทำบูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น  ทรงอาราธนาพระศาสดาให้ประทับอยู่ในวิหารแห่งหนึ่ง ๆ  ถวายมหาทานแล้วให้เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำคงคาโดย ๕ วัน  ทรงประดับเรือในที่นั้น  ทรงส่งข่าวไปแก่ชาวเมืองไพศาลีว่า  "ชาวเมืองไพศาลีจงจัดแจงหนทางทำการรับรองพระศาสดาเถิด"

 

                   ชาวเมืองไพศาลี  คิดว่า  "เราทั้งหลายจักทำการบูชาทวีคูณ (๒ เท่า)  แล้วปราบพื้นที่ประมาณ ๓ โยชน์  ในระหว่างเมืองไพศาลีและแม่น้ำคงคา (ต่อกัน)  ให้สม่ำเสมอ  แล้วตระเตรียมเศวตฉัตรซ้อนๆ  กันด้วยเศวตฉัตร  เพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ๔ คัน  เพื่อภิกษุรูปละ ๒ คัน  แล้วได้มายืนทำการบูชาอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา

 

                   พระเจ้าพิมพิสาร  ทรงขนานเรือ ๒ ลำ  ให้ทำพลับพลา  ให้ประดับด้วยพวงดอกไม้  เป็นต้น  ปูลาดพุทธอาสน์สำเร็จด้วยรัตนะทุกอย่างไว้  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนพุทธอาสน์นั้น  แม้ภิกษุทั้งหลายก็ขึ้นสู่เรือ  นั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า พระศาสดาเสด็จไปในแม่น้ำคงคาสิ้นทางไกลประมาณโยชน์หนึ่ง  จึงถึงแดนของชาวเมืองไพศาลี

 

                   เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย  เชิญเสด็จพระศาสดาให้ลงจากเรือ  เมื่อพระศาสดาเสด็จขึ้นจากเรือเหยียบฝั่งแม่น้ำเท่านั้น,  มหาเมฆตั้งขึ้นยังฝนโบกขรพรรษให้ตกแล้วในที่ทุกๆแห่ง  น้ำประมาณเพียงเข่า  เพียงขา  เพียงสะเอว  เป็นต้น  ไหลบ่าพัดพาเอาซากศพทั้งปวงให้เข้าไปในแม่น้ำคงคา  ภูมิภาคได้สะอาดแล้ว  เจ้าลิจฉวีทั้งหลายทูลให้พระศาสดาประทับอยู่ในที่โยชน์หนึ่งๆ  ถวายมหาทาน  ทำการบูชาให้เป็น ๒ เท่า  นำเสด็จไปสู่เมืองไพศาลี  โดย ๓ วัน  ท้าวสักกเทวราชอันหมู่เทวดาแวดล้อมได้เสด็จมา  อมนุษย์ทั้งหลายหนีไปโดยมาก  เพราะเทวดาทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่ประชุมกันแล้ว

 

                   พระศาสดา  ประทับยืนที่ประตูพระนครในเวลาเย็น  ตรัสเรียกพระอานนท์เถระมา  แล้วตรัสว่า  "อานนท์  เธอจงเรียนรัตนสูตรนี้แล้วเที่ยวไปกับเจ้าลิจฉวีกุมารทั้งหลาย  ทำพระปริตรในระหว่างกำแพง ๓ ชั้นในเมืองไพศาลี"  พระเถระเรียนรัตนสูตรที่พระศาสดาประทานแล้ว  เอาบาตรสำเร็จด้วยศิลาของพระศาสดาตักน้ำ  ยืนอยู่ประตูพระนครแล้ว  ระลึกถึงพระพุทธคุณของพระตถาคตเหล่านั้นทั้งหมด  จำเดิมแต่ตั้งความเพียรไว้ว่า  "พระบารมี ๓๐ ถ้วน  คือ  บารมี  ๑๐  อุปบารมี ๑๐  ปรมัตถบารมี ๑๐  มหา-บริจาค ๕   จริยา ๓  คือ  โลกัตถจริยา ๑  ญาตัตถจริยา ๑  พุทธัตถจริยา ๑  การก้าวลงสู่พระครรภ์ในภพที่สุด  การประสูติ  การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์  การทรงประพฤติความเพียร  การชำนะมาร  การแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณเหนือบัลลังก์ไม้โพธิ์  การยังพระธรรมจักรให้เป็นไป  และพระโลกุตรธรรม ๙"   แล้วเข้าไปยังพระนคร  เที่ยวทำพระปริตรในระหว่างกำแพงทั้ง ๓  ตลอด ๓ ยามแห่งราตรี  เมื่อคำสักว่า  "ยงฺกิญฺจิ"  เป็น-ต้น  อันพระเถระนั้นกล่าวแล้วเท่านั้น,  น้ำที่สาดขึ้นไปเบื้องบนก็ตกลงบนกระหม่อมของอมนุษย์ทั้งหลาย

 

                   จำเดิมแต่การกล่าวคาถาว่า  "ยานีธ  ภูตานิ"  เป็นต้น,  หยาดน้ำเป็นราวกะว่าเทริดเงินพุ่งขึ้นในอากาศแล้วตกลง  ณ เบื้องบนแห่งมนุษย์ทั้งหลายผู้ป่วย,  มนุษย์ทั้งหลายหายโรคในทันใดนั่นเอง  แล้วลุกขึ้นแวดล้อมพระเถระ 

 

                   ก็จำเดิมแต่บทว่า  "ยงฺกิญฺจิ"  เป็นต้น  อันพระเถระกล่าวแล้ว  อมนุษย์ทั้งหลายถูกเมล็ดน้ำกระทบแล้วๆ  ยังไม่หนีไปก่อน  ที่อาศัยกองหยากเยื่อและส่วนแห่ง ฝาเรือน  เป็นต้น  ก็หนีไปแล้วโดยประตูนั้นๆ  ประตูทั้งหลายไม่มีช่องว่างแล้ว  อมนุษย์เหล่านั้นเมื่อไม่ได้โอกาส  ก็ทำลายกำแพงหนีไป  มหาชนประพรมท้องพระโรงในท่าม-กลางพระนครด้วยของหอมทั้งปวง  ผูกผ้าเพดานอันวิจิตรด้วยดาวทองเป็นต้น  ในเบื้องบนตกแต่งพุทธอาสน์นำเสด็จพระศาสดามาแล้ว

 

                   พระศาสดา  ประทับนั่งบนอาสนะอันตกแต่งแล้ว  ทั้งภิกษุสงฆ์  ทั้งหมู่เจ้าลิจ-ฉวีนั่งแวดล้อมพระศาสดา  แม้ท้าวสักกเทวราชอันหมู่เทวดาแวดล้อมแล้ว  ได้ประทับยืนในโอกาสสมควร  ฝ่ายพระเถระเที่ยวไปสู่พระนครทั้งสิ้นโดยลำดับแล้ว  มากับมหาชนผู้หายโรค  ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง 

 

พระศาสดาทรงตรวจดูบริษัทแล้ว  ได้ทรงภาษิตรัตนสูตรเป็นคาถาว่าดังนี้

 

ยานีธ  ภูตานิ  สมาคตานิ 

ภุมฺมานิ  วา  ยานิ   อนฺตลิกฺเข ฯ 

สพฺเพว  ภูตา  สุมนา  ภวนฺตุ 

อโถปิ  สกฺกจฺจ  สุณนฺตุ  ภาสิต 

 

                   หมู่ภูตเหล่าใด  อยู่ภาคพื้นดิน  หรือเหล่าใดอยู่ภาคพื้นอากาศ  มาประชุมกันแล้วในที่นี้  ขอหมู่ภูตทั้งหมด  จงมีใจดี      และจงฟังสุภาษิตโดยเคารพ 

 

ตสฺมา  หิ  ภูตา  นิสาเมถ  สพฺเพ 

เมตฺต  กโรถ  มานุสิยา  ปชาย ฯ 

ทิวา   รตฺโต   หรนฺติ  เย  พลึ 

ตสฺมา  หิ  เน  รกฺขถ  อปฺปมตฺตา ฯ

 

                   เพราะฉะนั้น  ขอท่านทั้งหมดจงตั้งใจฟัง  จงแผ่เมตตาในหมู่ประชาที่เป็นมนุษย์  มนุษย์เหล่าใดย่อมนำพลีกรรมไปทั้งกลางวันและกลางคืน  เพราะฉะนั้น  ท่านทั้งหลาย  จงไม่ประมาท  ช่วยรักษามนุษย์เหล่านั้น

 

ย  กิฺจิ  วิตฺต  อิธ  วา  หุร  วา 

สคฺเคสุ  วา  ย  รตน  ปณีต 

 โน  สม  อตฺถิ  ตถาคเตน 

อิทมฺปิ  พุทฺเธ  รตน  ปณีต ฯ 

เอเตน  สจฺเจน  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

 

                   ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น  หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์เครื่องปลื้มใจและรัตนะนั้นที่เสมอด้วยพระตถาคตไม่มีเลย  แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า  ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี

 

ขย  วิราค  อมต  ปณีต 

ยทชฺฌคา  สกฺยมุนี  สมาหิโต 

 เตน  ธมฺเมน  สมตฺถิ  กิฺจิ 

อิทมฺปิ  ธมฺเม  รตน  ปณีต ฯ 

เอเตน  สจฺเจน  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ  

 

                   พระศากยมุนี  พระหฤทัยตั้งมั่น  ทรงบรรลุธรรมใด  เป็นที่สิ้นกิเลส  ปราศจากราคะ  เป็นอมตธรรมประณีต  สิ่งไรๆ  ที่เสมอด้วยธรรมนั้นไม่มี  แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระ-ธรรม  ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี

 

ยมฺพุทฺธเสฏฺโ  ปริวณฺณยี  สุจึ 

สมาธิมานนฺตริกฺมาหุ 

สมาธินา  เตน  สโม   วิชฺชติ 

อิทมฺปิ  ธมฺเม  รตน  ปณีต ฯ 

เอเตน  สจฺเจน  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

                   พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด  ทรงสรรเสริญสมาธิอันใดว่าเป็นธรรมอันสะอาด  ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวสมาธิอันใดว่าให้ผลโดยลำดับ  สมาธิอื่นที่เสมอด้วยสมาธิอันนั้นไม่มี  แม้อันนี้   เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม  ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี

 

 

เย  ปุคฺคลา  อฏฺ  สต  ปสฏฺา 

จตฺตาริ  เอตานิ  ยุคานิ  โหนฺติ 

เต  ทกฺขิเณยฺยา  สุคตสฺส  สาวกา 

เอเตสุ  ทินฺนานิ  มหปฺผลานิ 

อิทมฺปิ  สงฺเฆ  รตน  ปณีต ฯ 

เอเตน  สจฺเจน  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

                     บุคคลเหล่าใด ๘ จำพวก  ๔ คู่  อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว  บุคคลเหล่านั้นเป็นสาวกของพระสุคต  ควรแก่ทักษิณาทาน  ทานทั้งหลายที่เขาถวายในบุคคลเหล่านั้น  ย่อมมีผลมาก  แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์  ด้วยคำสัตย์นี้   ขอความสวัสดีจงมี

 

เย  สุปฺปยุตฺตา  มนสา  ทฬฺเหน 

นิกฺกามิโน  โคตมสาสนมฺหิ 

เต  ปตฺติปตฺตา  อมต  วิคยฺห 

ลทฺธา  มุธา  นิพฺพุตึ  ภุฺชมานา 

อิทมฺปิ  สงฺเฆ  รตน  ปณีต ฯ 

เอเตน  สจฺเจน  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

                   พระอริยบุคคลเหล่าใด ในศาสนาของพระพุทธโคดม   ประกอบดีแล้ว  มีใจมั่นคง  ปราศจากความอาลัย  พระอริยบุคคลเหล่านั้นถึงพระอรหัตที่ควรถึง  หยั่งเข้าสู่พระนิพพาน  ได้ความดับกิเลสเปล่าๆ  เสวยผลอยู่  แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์  ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี

 

 

ยถินฺทขีโล  ปวึ  สิโต  สิยา 

จตุพฺภิ  วาเตภิ  อสมฺปกมฺปิโย 

ตถูปม  สปฺปุริส  วทามิ  

โย  อริยสจฺจานิ  อเวจฺจ  ปสฺสติ 

อิทมฺปิ  สงฺเฆ  รตน  ปณีต ฯ 

เอเตน  สจฺเจน  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

เยรียสจฺจานิ  วิภาวยนฺติ 

คมฺภีรปฺเน  สุเทสิตานิ 

กิฺจาปิ  เต  โหนฺติ  ภุสปฺปมตฺตา 

 เต  ภว  อฏฺมมาทิยนฺติ 

อิทมฺปิ  สงฺเฆ  รตน  ปณีต ฯ 

เอเตน  สจฺเจน  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

                   พระโสดาบันจำพวกใด  ทำให้แจ้งอริยสัจ  ที่พระ-ศาสดาผู้มีปัญญาลึกซึ้งทรงแสดงดีแล้ว  ถึงแม้ว่าพระโสดาบันจำพวกนั้น  จะเป็นผู้ประมาทอย่างแรงกล้า  ท่านก็ไม่ถือเอาภพที่   แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์  ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี

 

สหาวสฺส  ทสฺสนสมฺปทาย 

ตยสฺสุ  ธมฺมา  ชหิตา  ภวนฺติ 

สกฺกายทิฏฺิ  วิจิกิจฺฉิตฺจ 

สีลพฺพต  วาปิ  ยทตฺถิ  กิฺจิ 

จตูหปาเยหิ   วิปฺปมุตฺโต 

 จาภิานานิ  อภพฺโพ  กาตุ 

อิทมฺปิ  สงฺเฆ  รตน  ปณีต ฯ 

เอเตน  สจฺเจน  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

                   สักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  และสีลัพพตปรามาสอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่  สังโยชน์ธรรมเหล่านั้นย่อมเป็นอันพระโสดาบันละได้แล้ว  พร้อมกับทัสสนสัมปทา [คือ  โสดาปัตติมรรค]  ทีเดียว    อนึ่ง  พระโสดาบันเป็นผู้พ้นแล้วจากอบายทั้ง ๔  ไม่อาจที่จะทำ อภิฐาน ๖  [คือ  อนันตริยกรรม ๕  กับการเข้ารีต]  แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์  ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี

 

 

กิฺจาปิ  โส  กมฺม  กโรติ  ปาปก 

กาเยน  วาจายุท  เจตสา  วา 

อภพฺโพ  โส  ตสฺส  ปฏิจฺฉทาย 

อภพฺพตา  ทิฏฺปทสฺส  วุตฺตา 

อิทมฺปิ  สงฺเฆ  รตน  ปณีต ฯ 

เอเตน  สจฺเจน  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

                   ถึงแม้ว่าพระโสดาบันนั้น  ยังทำบาปกรรมทางกายวาจา  หรือใจไปบ้าง [เพราะความประมาท]  ท่านไม่อาจจะปกปิดบาปกรรมนั้นได้  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสความที่พระโสดาบัน    ผู้เห็นบทคือพระนิพพานแล้ว  ไม่อาจปกปิดบาปกรรมนั้นไว้แล้ว  แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์  ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความ

สวัสดีจงมี

 

วนปฺปคุมฺเพ  ยถา  ผุสฺสิตคฺเค 

คิมฺหานมาเส  ปมสฺมึ  คิมฺเห 

ตถูปม  ธมฺมวร  อเทสยิ 

นิพฺพานคามึ  ปรม  หิตาย 

อิทมฺปิ  พุทฺเธ  รตน  ปณีต ฯ 

เอเตน  สจฺเจน  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

                   พุ่มไม้งามในป่า  ยอดมีดอกบานสะพรั่งในต้นเดือน คิมหะแห่งฤดูคิมหันต์ฉันใด  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐอันให้ถึงพระนิพพาน  เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งแก่สัตว์ทั้งหลาย  ก็อุปมาฉันนั้น  แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า  ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี

 

วโร  วรฺู  วรโท  วราหโร 

อนุตฺตโร  ธมฺมวร  อเทสยิ 

อิทมฺปิ  พุทฺเธ  รตน  ปณีต ฯ 

เอเตน  สจฺเจน  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

                   พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ  ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐประทานธรรมอันประเสริฐ  ทรงนำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ  เป็นผู้ยอดเยี่ยม  ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ  แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า  ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี

 

ขีณ  ปุราณ  นว  นตฺถิ  สมฺภว 

วิรตฺตจิตฺตายติเก  ภวสฺมึ 

เต  ขีณพีชา  อวิรุฬฺหิฉนฺทา 

นิพฺพนฺติ  ธีรา  ยถายมฺปทีโป 

อิทมฺปิ  สงฺเฆ  รตน  ปณีต ฯ 

เอเตน  สจฺเจน  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

                   กรรมเก่าของพระอริยบุคคลเหล่าใดสิ้นแล้ว  กรรมสมภพใหม่ย่อมไม่มี  พระอริยบุคคลเหล่าใดมีจิตอันหน่ายแล้วในภพต่อไป  พระอริยบุคคลเหล่านั้นมีพืชสิ้นไปแล้ว  มีความพอใจงอกไม่ได้แล้ว  เป็นผู้มีปัญญา  ย่อมปรินิพพานดับสนิท  เหมือนประทีปดวงนี้ฉะนั้น  แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี

                   ท้าวสักกะเทวราชตรัสเสริมเป็นคาถาว่า  ดังนี้

 

ยานีธ  ภูตานิ  สมาคตานิ  

ภุมฺมานิ  วา  ยานิว  อนฺตลิกฺเข 

ตถาคต  เทวมนุสฺสปูชิต 

พุทฺธ  นมสฺสาม  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

                   หมู่ภูตเหล่าใดอยู่ภาคพื้นดิน  หรือเหล่าใดอยู่ภาคพื้นอากาศ  มาประชุมกันในที่นี้  พวกเรานอบน้อมพระตถาคตพุทธะ  ผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว  ขอความสวัสดีจงมี

 

ยานีธ  ภูตานิ  สมาคตานิ 

ภุมฺมานิ  วา  ยานิว  อนฺตลิกฺเข 

ตถาคต  เทวมนุสฺสปูชิต 

ธมฺม  นมสฺสาม  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

                   หมู่ภูตเหล่าใดอยู่ภาคพื้นดิน  หรือเหล่าใดอยู่ภาคพื้นอากาศ  มาประชุมกันแล้วในที่นี้  พวกเรานอบน้อมพระตถาคต-ธรรม  อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว  ขอความสวัสดีจงมี

 

ยานีธ  ภูตานิ  สมาคตานิ 

ภุมฺมานิ  วา  ยานิว  อนฺตลิกฺเข 

ตถาคต  เทวมนุสฺสปูชิต 

สงฺฆ  นมสฺสาม  สุวตฺถิ  โหตุ ฯ 

 

                   หมู่ภูตเหล่าใดอยู่ภาคพื้นดิน  หรือเหล่าใดอยู่ภาคพื้นอากาศ  มาประชุมกันแล้วในที่นี้  พวกเรานอบน้อมพระตถาคตสงฆ์  อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว  ขอความสวัสดีจงมี

 

                   ในกาลจบเทศนา  การตรัสรู้ธรรมได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พันแล้ว

 

พระศาสดา  ทรงแสดงรัตนสูตรนั้นเหมือนกันตลอด ๗ วัน  คือ  แม้ในวันรุ่งขึ้นก็ทรงแสดงอย่างนั้น   ทรงทราบความที่ภัยทั้งปวงสงบแล้ว  ตรัสเตือนหมู่เจ้าลิจ-ฉวีแล้ว  เสด็จออกจากเมืองไพศาลี  เจ้าลิจฉวีทั้งหลายทรงทำสักการะทวีคูณ  นำเสด็จ พระศาสดาไปสู่ฝั่งแม่น้ำคงคาโดย ๓ วันอีก

 

                   ฝ่ายพระยานาคทั้งหลายผู้เกิดในแม่น้ำคงคา  คิดว่ามนุษย์ทั้งหลายย่อมทำสักการะแด่พระตถาคต,  เราทั้งหลายจะทำอะไรหนอ ?"  พระยานาคเหล่านั้นนิรมิตเรือสำเร็จด้วยทองคำ  เงิน  และแก้วมณี  จัดตั้งบัลลังก์สำเร็จด้วยทองคำ  เงิน  และแก้วมณี  ทำน้ำให้ดาดาษด้วยดอกปทุม ๕ สี  แล้วทูลอ้อนวอนพระศาสดา  เพื่อประโยชน์เสด็จขึ้นเรือของตนๆ ว่า  "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระองค์ทรงทำการอนุเคราะห์แม้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด"  มนุษย์และนาคทั้งหลายย่อมทำการบูชาพระตถาคต

 

                   เทวดาทั้งปวง  ตั้งแต่เทวดาผู้สถิต  ณ ภาคพื้น  ตลอดถึงพรหมโลกชั้นอกนิฏฐ์คิดว่า  "พวกเราจะทำอะไรหนอ ?"  แล้วทำสักการะ  บรรดามนุษย์และอมนุษย์เหล่านั้นนาคทั้งหลายยกฉัตรซ้อนๆ  กันขึ้นประมาณโยชน์หนึ่ง  ฉัตรที่ซ้อนๆ กันอันมนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลาย  คือ  นาคภายใต้  มนุษย์ที่พื้นดิน  ภุมมัฏฐกเทวดาที่ต้นไม้  กอไม้  และภูเขา  เป็นต้น  อากาสัฏฐกเทวดาในกลางหาว  ต่างก็ยกขึ้นแล้ว  ตั้งต้นแต่นาคภพตลอดถึงพรหมโลก  โดยรอบจักรวาล  ด้วยประการฉะนี้  ในระหว่างฉัตรมีธงชัย,  ในระหว่างธงชัยมีธงแผ่นผ้า,  ในระหว่างๆ  แห่งธงเหล่านั้น  ได้มีเครื่องสักการะมีพวงดอกไม้  จุณ  เครื่อง อบ  และกระแจะ  เป็นต้น  เทพบุตรทั้งหลายประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง   ถือเพศแห่งคนเล่นมหรสพ  ป่าวร้องเที่ยวไปในอากาศ  สมาคม ๓ แห่งเท่านั้น  คือ  "สมาคมในเวลาแสดงยมกปาฏิหาริย์ ๑  สมาคมในเวลาเสด็จลงจากเทวโลก ๑  สมาคมในเวลาลงสู่คงคานี้ ๑"  ได้เป็นสมาคมใหญ่

 

                   ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสาร  ทรงตระเตรียมสักการะทวีคูณจากสักการะอันพวกเจ้าลิจฉวีทำ  พระศาสดาทอดพระเนตรการบริจาคใหญ่ของพระราชาทั้งหลายใน ๒  ฝั่งแห่งแม่น้ำคงคา  และทรงทราบอัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย  มีนาค  เป็นต้น  จึงทรงนิรมิตพระ-พุทธนิรมิตพระองค์หนึ่งๆ  มีภิกษุองค์ละ ๕๐๐ เป็นบริวารไว้ที่เรือลำหนึ่ง ๆ  พระผู้มี-พระภาคเจ้านั้นอันหมู่นาคแวดล้อมแล้วได้ประทับนั่ง  ณ ภายใต้แห่งเศวตฉัตรคันหนึ่งๆ  และต้นกัลปพฤกษ์และพวงระเบียบดอกไม้  ทรงนิรมิตพระพุทธนิรมิตพระองค์หนึ่งๆ  พร้อมทั้งบริวารในโอกาสแห่งหนึ่งๆ  แม้ในเทวดาทั้งหลายมีเทวดาชั้นภุมมัฏฐเป็นต้น  เมื่อห้องจักรวาลทั้งสิ้นเกิดเป็นประหนึ่งว่า  มีมหรสพอันเดียวและมีการเล่นอันเดียว  ด้วยประการฉะนี้แล้ว,  พระศาสดา เมื่อจะทรงทำการอนุเคราะห์แก่นาคทั้งหลาย  ได้เสด็จขึ้นสู่เรือแก้วลำหนึ่ง  แม้บรรดาภิกษุทั้งหลายรูปหนึ่งๆ  ก็ขึ้นสู่เรือลำหนึ่งๆ  เหมือนกัน

 

                   พระยานาคทั้งหลาย  นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้เข้าไปสู่นาคภพ  ฟังธรรมกถาในสำนักของพระศาสดาตลอดคืนยังรุ่ง  ในวันที่ ๒  อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  ด้วยของควรเคี้ยวด้วยของควรบริโภคอันเป็นทิพย์  พระ-ศาสดาทรงทำอนุโมทนาแล้วออกจากนาคภพ  อันเทวดาในจักรวาลทั้งสิ้นบูชาอยู่  ทรงข้ามแม่น้ำคงคาด้วยเรือ ๕๐๐ ลำแล้ว

 

                   พระราชาทรงต้อนรับอัญเชิญพระศาสดาให้เสด็จลงจากเรือ  นำพระศาสดามาสู่กรุงราชคฤห์โดย ๕ วัน 

                   ในวันที่ ๒  พวกภิกษุกลับจากบิณฑบาตแล้ว  ในเวลาเย็นนั่งประชุมกันในโรงธรรม  สนทนากันว่า  "น่าชม  อานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  น่าประหลาดใจ,  เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพากันเลื่อมใสในพระศาสดา  พระราชาทั้งหลายทรงทำพื้นที่ให้สม่ำ- เสมอในหนทาง ๘ โยชน์  ทั้งฝั่งนี้ฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำคงคา  เกลี่ยทรายลงลาดดอกไม้มีสีต่างๆ  โดยส่วนสูงประมาณเพียงเข่า  ด้วยความเลื่อมใสอันเป็นไปแล้วในพระพุทธเจ้า, น้ำในแม่น้ำคงคาก็ดาดาษด้วยดอกปทุม ๕  สี  ด้วยอานุภาพนาค,  เทวดาทั้งหลายก็ยกฉัตรซ้อนๆ  กันขึ้นตลอดถึงอกนิฏฐภพ,  ห้องจักรวาลทั้งสิ้น  เกิดเป็นเพียงดังว่า  มีเครื่องประ- ดับเป็นอันเดียวและมีมหรสพเป็นอันเดียว"

 

                   พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า  "ภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไร  ?"  เมื่อภิกษุเหล่านั้น  กราบทูลว่า  "ด้วยกถาชื่อนี้"  จึงตรัสว่า  "ภิกษุทั้งหลาย  เครื่องบูชาและสักการะนี้  มิได้บังเกิดขึ้นแก่เราด้วยพุทธานุภาพ,  มิได้เกิดขึ้นด้วยอานุภาพนาค  และเทวดาและพรหม,  แต่ว่าเกิดด้วยอานุภาพแห่งการบริจาคมีประมาณน้อยในอดีต"  พระศาสดาอันภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนแล้ว  ใคร่จะประกาศเนื้อความนั้น  จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า :-

                   ในอดีตกาล  ในเมืองตักกศิลา  ได้มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อ  สังขะ  เขามีบุตร เป็นมาณพชื่อ  สุสิมะ  มีอายุย่างเข้า ๑๖ ปี  ในวันหนึ่ง  สุสิมมาณพนั้นเข้าไปหาบิดาแล้ว  กล่าวว่า  "พ่อ  ผมปรารถนาจะเข้าไปสู่เมืองพาราณสีท่องมนต์"  ลำดับนั้น  บิดากล่าวกะเขาว่า  "ถ้ากระนั้นพราหมณ์ชื่อโน้นเป็นสหายของพ่อ  เจ้าจงไปสู่สำนักของสหายนั้น  แล้วเรียนเถิด"

 

                   ลำดับนั้น  พราหมณ์นั้นรับเขาไว้ด้วยคิดว่า  "บุตรสหายของเรา"  แล้วเริ่มบอกมนต์กะเขาผู้มีความกระวนกระวายอันระงับแล้ว  โดยวัยเจริญสุสิมมาณพนั้นเรียนเร็วด้วย  เรียนได้มากด้วย  ทรงจำมนต์ที่เรียนแล้วๆ ไม่ให้เสื่อมไป  ราวกะว่าน้ำมันสีหะอันเขาเทไว้ในภาชนะทองคำ  ต่อกาลไม่นานนักได้เรียนมนต์ทั้งหมดอันตนพึงเรียนจากปากของอาจารย์  ทำการสาธยายอยู่  ย่อมเห็นเบื้องต้นและท่ามกลางแห่งศิลปที่ตนเรียนแล้วเท่านั้น (แต่)  ไม่เห็นที่สุด,  เขาเข้าไปหาอาจารย์แล้วกล่าวว่า  "ผมย่อมเห็นเบื้องต้นและท่ามกลางแห่งศิลปนี้เท่านั้น  ย่อมไม่เห็นที่สุด"  เมื่ออาจารย์กล่าวว่า  "พ่อ  แม้ฉันก็ไม่เห็น"  จึงถามว่า  "ข้าแต่อาจารย์เมื่อเป็นเช่นนั้นใครจะรู้ที่สุด"  เมื่ออาจารย์กล่าวว่า  "ฤษีทั้งหลายเหล่า- นั้นย่อมอยู่ในป่าอิสิปตนะ,  ฤษีเหล่านั้นพึงรู้,  เจ้าเข้าไปสู่สำนักของท่านแล้วจงถามเถิด"  จึงเข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแล้วถามว่า "ท่านทั้งหลายย่อมรู้ที่สุดหรือ ?" 

                   ปัจเจก.  เราทั้งหลายย่อมรู้

                   สุสิมะ.   ถ้ากระนั้น  ขอท่านทั้งหลายจงบอกแก่ข้าพเจ้า

                   ปัจเจก.  เราทั้งหลายย่อมไม่บอกแก่คนไม่ใช่บรรพชิต,  ถ้าท่านมีประสงค์ด้วยที่สุด, จงบวชเถิด

 

                   สุสิมมาณพนั้นรับว่า  "ดีละ"  แล้วบวชในสำนักพระปัจเจกพุทธะเหล่านั้น ลำดับนั้น  พระปัจเจกพุทธะเหล่านั้นกล่าวแก่ท่านว่า  "เธอจงศึกษาข้อนี้ก่อน"  แล้วบอกอภิสมาจาริกวัตร  โดยนัยเป็นต้นว่า  "ท่านพึงนุ่งอย่างนี้,  พึงห่มอย่างนี้"  ท่านศึกษาอยู่ในอภิสมาจาริกวัตรนั้น  เพราะความที่ตนมีอุปนิสัยสมบูรณ์  ต่อกาลไม่นานนักก็ตรัสรู้ปัจ-เจกสัมโพธิปรากฏในเมืองพาราณสีทั้งสิ้น  เป็นราวกะว่าพระจันทร์เต็มดวงปรากฏอยู่ในท้องฟ้า  ได้เป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ  ท่านได้ปรินิพพานต่อกาลไม่นานเลย  เพราะความที่แห่งกรรมซึ่งอำนวยผลให้เป็นผู้มีอายุน้อยอันตนทำแล้ว  ลำดับนั้นพระปัจเจกพุทธะทั้งหลายและมหาชน  ทำสรีรกิจของท่านแล้ว  ถือเอาธาตุประดิษฐานพระสถูปไว้ใกล้ประตูพระนคร

 

                   ฝ่ายสังขพราหมณ์คิดว่า  "บุตรของเราไปนานแล้ว,  เราจักรู้ความเป็นไปของเขา"  ปรารถนาจะเห็นบุตรนั้น  จึงออกจากเมืองตักกศิลา  ถึงเมืองพาราณสีโดยลำดับ   เห็นหมู่มหาชนประชุมกันแล้ว  จึงเข้าไปหาแล้วถามว่า  "มาณพชื่อสุสิมะมาในที่นี้,  ท่านทั้งหลายทราบข่าวคราวของเขาบ้างหรือ ?"  มหาชนตอบว่า  "พราหมณ์  เรารู้,  สุสิมมาณพนั้นสาธยายไตรเพทในสำนักของพราหมณ์ชื่อโน้น  บวชแล้วทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิ-ปัญญา,  ปรินิพพานแล้ว,  นี้สถูปของท่านอันเราทั้งหลายให้ตั้งเฉพาะแล้ว"  สังขพราหมณ์นั้น  ร้องให้คร่ำครวญ  แล้วไปยังลานพระเจดีย์  ถอนหญ้าขึ้น  แล้วเอาผ้าห่ม  นำทรายมาเกลี่ยลงที่ลานพระเจดีย์  ประพรมด้วยน้ำในลักจั่น  ทำบูชาด้วยดอกไม้ป่า  ยกธงแผ่นผ้าด้วยผ้าสาฎก  ผูกฉัตรของตนในเบื้องบนแห่งพระสถูป  แล้วก็หลีกไป

 

                   พระศาสดา  ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว  ตรัสว่า  "ภิกษุทั้งหลาย  ในกาลนั้นเราได้เป็นสังขพราหมณ์,  เราได้ถอนหญ้าในลานพระเจดีย์ของพระปัจเจกพุทธะชื่อ        สุสิมะ,  ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น  ชนทั้งหลายจึงทำหนทาง ๘ โยชน์ให้ปราศจากตอและหนาม  ทำให้สะอาด  มีพื้นสม่ำเสมอ,  เราได้เกลี่ยทรายลงในลานพระเจดีย์นั้น,  ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น  ชนทั้งหลายจึงเกลี่ยทรายลงในหนทาง ๘ โยชน์แล้ว,  เราทำการบูชาด้วยดอกไม้ป่าที่พระสถูปนั้น,  ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น  ชนทั้งหลายจึงโปรย ดอกไม้สีต่างๆ  ลงในหนทาง ๘ โยชน์  น้ำในคงคาในที่ประมาณโยชน์หนึ่งจึงดาดาษไปด้วยดอกปทุม ๕ สี,  เราได้ประพรมพื้นที่ในลานพระเจดีย์นั้นด้วยน้ำในลักจั่น,  ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น  ฝนโบกขรพรรษจึงตกลงในเมืองไพศาลี,  เราได้ยกธงแผ่นผ้าขึ้นและผูกฉัตรไว้บนพระเจดีย์นั้น,  ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น  ห้องจักรวาลทั้งสิ้นจึง  เป็นราวกะว่ามีมหรสพเป็นอันเดียวกัน  ด้วยธงชัย  ธงแผ่นผ้า  และฉัตรซ้อนๆ  กัน  เป็นต้นตลอดถึงอกนิฏฐภพ,  ภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุดังนี้  บูชาสักการะนั่นเกิดในแก่เรา  ด้วยพุทธานุภาพก็หาไม่,  เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งนาคเทวดาและพรหมก็หาไม่,  แต่ว่า  เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งการบริจาคมีประมาณน้อย  ในอดีตกาลดังนี้  เมื่อจะทรงแสดงธรรมจึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

 

                   มตฺตาสุขปริจฺจาคา          ปสฺเส   เจ   วิปุล   สุข

                   จเช   มตฺตาสุข  ธีโร         สมฺปสฺส  วิปุล  สุข

 

            "ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์  เพราะสละสุขพอ- ประมาณเสีย,  ผู้มีปัญญา  เมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์  ก็พึงสละสุขพอ- ประมาณเสีย [จึงจะได้พบสุขอันไพบูลย์]"