ประวัติพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี

 

                   พระมหาปชาบดีโคตมีนี้  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตร  ถือปฏิ-สนธิในเรือนสกุล  กรุงหงสวดี  สมัยต่อมา  กำลังฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกา  ผู้รู้ราตรีนาน  ก็ทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป  ปรารถนาตำแหน่งนั้น  นางถวายทาน  รักษาศีลจนตลอดชีวิต  จุติจากภพนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก  จุติจากเทวโลก   ในพุทธันดรหนึ่งอีก  ไปบังเกิดเป็นหัวหน้าทาสี  ในจำนวนทาสี ๕๐๐ คน  ในกรุงพาราณสี 

 

                   ครั้งนั้น  สมัยเข้าพรรษา  พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์  ลงจากเงื้อมเขานันท-มูลกะไปที่ป่าอิสิปตนะ  เที่ยวบิณฑบาตในกรุงแล้วกลับมาป่าอิสิปตนะดำริว่า  ควรเราจักขอหัตถกรรมงานช่างฝีมือ  เพื่อทำกุฎีสำหรับเข้าจำพรรษา  จึงห่มจีวรเข้าไปสู่พระนครเวลาเย็น,  นางทาสีหัวหน้าเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นกำลังเดินจากพระนคร  จึงถามว่า  ทำไมหนอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายพอเข้าไปแล้วก็ออกไป  ท่านตอบว่า  เราพากันมาก็เพื่อขอหัตถกรรมงานสร้างกุฎีสำหรับอยู่จำพรรษา  นางจึงถามว่า  ได้ไหมเจ้าข้า  ตอบว่า  ไม่ได้อุบาสิกา  นางถามว่า  จำเป็นหรือที่คนใหญ่ๆ  เท่านั้นจึงจะทำกุฎีนั้นได้  หรือแม้คนยากจนก็ทำได้  ท่านตอบว่า  ใครๆ  ก็ทำได้  นางจึงกล่าวว่า  ดีละพวกดิฉันจักช่วยกันทำ  ขอโปรดรับอาหารของดิฉันในวันพรุ่งนี้  นางกล่าวกับนางทาสีทั้งหลายว่า  เหล่าพระปัจ-เจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ที่ยังไม่ได้หัตถกรรม  พวกเจ้าจงให้สามีของพวกเจ้าให้งานหัตถ-กรรมเสียวันหนึ่ง  สามีเหล่านั้นรับปากแล้วมาประชุมกัน  รุ่งขึ้น  นางถวายอาหารแก่เหล่าพระปัจเจกพุทธเจ้า  แล้วให้การนัดหมายแก่ลูกทาสทุกคน  สร้างกุฎีทีละหลังเป็นร้อยๆ หลัง  จัดบริเวณมีที่จงกรมเป็นต้น  วางเตียง   ตั่ง  น้ำฉัน  น้ำใช้เป็นต้นไว้  พระปัจเจก-พุทธเจ้าทั้งหลายรับปฏิญญาที่จะอยู่จำพรรษา  ณ ที่นั้นตลอดไตรมาส  นางให้จัดเวรถวายอาหาร  ทาสีผู้ใดไม่อาจถวายในวันเวรของตนได้  ทาสีหัวหน้าก็นำอาหารจากเรือนตนถวายแทนทาสีผู้นั้น  ทาสีหัวหน้าบำรุงมาตลอดไตรมาสอย่างนี้

 

 

                   ทาสีเหล่านั้นทุกคนทำกุศลจนตลอดชีวิต  ก็บังเกิดในเทวโลก  บรรดาทาสีเหล่านั้น  ทาสีหัวหน้าจุติจากภพนั้นแล้ว  บังเกิดในเรือนของหัวหน้าช่างทอหูก  ไม่ไกลกรุงพาราณสี  ต่อมาวันหนึ่ง  พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์  ไปยังหมู่บ้านช่างทอหูกนั้น  หญิงผู้นั้นก็ถวายอาหาร  พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายฉันอาหารเสร็จแล้ว  ก็ไปสู่เขาคันธ-มาทน์อย่างเดิม  แม้หญิงผู้นั้น ทำกุศลจนตลอดชีวิต

 

                   ครั้งนั้น  พระนางมหาปชาบดี  เกิดว้าเหว่พระหฤทัยจะทรงผนวช  แต่นั้น  นางปาทปริจาริกาของพระกุมาร ๕๐๐ พระองค์  ทุกคนมีจิตเป็นอันเดียวกันว่า  พวกเราจักเข้าไปเฝ้าพระนางมหาปชาบดี  แล้วบวชในสำนักพระศาสดาหมดทุกคน  จึงให้พระนางมหา-ปชาบดีเป็นหัวหน้า  ประสงค์จะไปเฝ้าพระศาสดา  ก็พระนางมหปชาบดีนี้ทรงทูลขอบรรพชากะพระศาสดาครั้งเดียวครั้งแรกเท่านั้น  ก็ไม่ได้  เพราะเหตุนั้น  พระนางจึงรับสั่งเรียกช่างกัลบกมาแล้วให้ตัดพระเกศา  ทรงครองผ้ากาสายะ [ผ้าย้อมน้ำฝาด]  ทรงพาเหล่าสากิยานีทั้งหมดนั้น  เสด็จถึงกรุงเวสาลี  ให้ท่านพระอานนท์เถระทูลอ้อนวอนพระทศพล  ก็ทรงได้บรรพชาอุปสมบทด้วยครุธรรม ๘ ประการ  ส่วนเหล่าสากิยานีทั้งหมด  ก็ได้อุปสมบทพร้อมกัน  พระนางมหาปชาบดีครั้นทรงอุปสมบทอย่างนี้แล้ว  เข้าเฝ้าพระ-ศาสดา  เวลานั้นพระศาสดาทรงแสดงธรรมโปรดพระนาง  พระนางรับกรรมฐานในสำนักพระศาสดาพระองค์เดียวก็บรรลุพระอรหัต  ภิกษุณี ๕๐๐ รูปนอกนั้น  ก็บรรลุพระอรหัต

 

                   ต่อมาภายหลัง  พระศาสดาประทับนั่ง  ณ พระเชตวันวิหาร เมื่อทรงสถาปนาภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะหลายตำแหน่ง  จึงทรงสถาปนาพระมหาปชาบดีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกา  ผู้เป็นรัตตัญญู  รู้ราตรีนาน

              

 

 

 

 

 

 

สุทัตตสูตร

 

อนาถบิณฑิกคหบดีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรก

 

                   สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับในสีตวัน กรุงราชคฤห์  สมัยนั้น  อนาถ-บิณฑิกคฤหบดีไปถึงกรุงราชคฤห์ด้วยกรณียกิจบางอย่าง  ได้สดับว่า  พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก  จึงปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

 

                   ครั้งนั้น  ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีได้ดำริว่า  วันนี้เป็นกาลไม่ควรเพื่อจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  พรุ่งนี้เถิด  เราจึงจักเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตามเวลา  ท่านคฤหบดีนอนรำพึงถึงพระพุทธเจ้า  สำคัญว่าสว่างแล้วลุกขึ้นในราตรีถึง ๓ ครั้ง  ลำดับนั้น  ท่านคฤหบดีเดินไปทางประตูป่าช้า  พวกอมนุษย์เปิดประตูให้  ครั้นเมื่ออนาถบิณฑิก-คฤหบดีออกจากเมืองไป  แสงสว่างก็อันตรธานไป  ความมืดปรากฏขึ้น  ความกลัว  ความหวาดเสียว  ขนพองสยองเกล้าบังเกิดขึ้น  ท่านคฤหบดีจึงใคร่ที่จะกลับเสียจากที่นั้น

 

                   ครั้งนั้น  ยักษ์ชื่อ  สีวกะ  ไม่ปรากฏร่าง  ได้ส่งเสียงให้ได้ยินว่า

 

              ช้างแสนหนึ่ง  ม้าแสนหนึ่ง  รถเทียมด้วยม้าอัสดรแสนหนึ่ง  หญิงสาวที่สอดสวมแก้วมณีและกุณฑลแสนหนึ่ง     ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖  อันจำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง  แห่งการยกย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง  ท่านจงก้าวหน้าไปเถิด  คฤหบดี  ท่านจงก้าวหน้าไปเถิด  คฤหบดี  การก้าวหน้าไปของท่านประเสริฐ  การถอยหลังไม่ประเสริฐเลย

 

                    ครั้งนั้น  ความมืดได้หายไป  แสงสว่างปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถบิณฑิก-คฤหบดี  ความกลัว  ความหวาดเสียว  และขนพองสยองเกล้าก็ระงับไป

 

                   แม้ครั้งที่ ๒  แสงสว่างหายไป . . . .

                   แม้ครั้งที่ ๒  ยักษ์ชื่อ  สิวกะ  ไม่ปรากฏร่าง  ได้ส่งเสียงให้ได้ยินว่า . . . .

                  

                   แม้ครั้งที่ ๓  แสงสว่างหายไป  ความมืดปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถบิณฑิก-คฤหบดี  ความกลัว  ความหวาดเสียว  และขนพองสยองเกล้าบังเกิดขึ้น  ท่านคฤหบดีจึงใคร่ที่จะกลับเสียจากที่นั้นอีก

                   แม้ครั้งที่ ๓  ยักษ์ชื่อสิวกะ  ไม่ปรากฏร่าง  ได้ส่งเสียงให้ได้ยินว่า

 

                   ช้างแสนหนึ่ง  ม้าแสนหนึ่ง ฯลฯ  ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖  อันจำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง  แห่งการยกย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง  ท่านจงก้าว หน้าไปเถิด  คฤหบดีท่านจงก้าวหน้าไปเถิด  คฤหบดี  การก้าวหน้าไปของท่านประเสริฐ  การถอยหลังไม่ประเสริฐเลย

 

                   ครั้งนั้น  ความมืดได้หายไป  แสงสว่างได้ปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถบิณฑิก-คฤหบดี  ความกลัว  ความหวาดเสียว  และขนพองสยองเกล้าก็ระงับไป  ครั้งแล้ว  อนาถ-บิณฑิกคฤหบดีเดินเข้าไปถึงสีตะวัน

 

                   สมัยนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี  เสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง  พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นอนาถบิณฑิกคฤหบดีผู้มาแต่ไกล  ครั้นแล้วเสด็จลงจากที่จงกรมประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้  ได้ตรัสเรียกอนาบิณฑิกคฤหบดีว่า  มานี่เถิดสุทัตตะ

 

                   ครั้งนั้น  อนาถบิณฑิกคฤหบดีคิดว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทักเราโดยชื่อ  จึงหมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้าในที่นั้นเอง  แล้วกราบทูลว่า    ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ  พระองค์ประทับอยู่เป็นสุขหรือพระเจ้าข้า  พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าตอบว่า

 

 

                   พราหมณ์ผู้ดับกิเลสเสียได้แล้ว  ไม่ติดอยู่ในกามทั้ง- หลาย  เป็นผู้เย็น  ปราศจากอุปธิ  ย่อมเป็นสุขเสมอไป  ผู้ที่ตัดตัณหา  เครื่องเกี่ยวข้องได้หมดแล้ว  กำจัดความกระวนกระวายในใจเสียได้  เป็นผู้สงบ  อยู่เป็นสุข  เพราะถึงสันติด้วยใจ

                                         

อรรถกถาสุทัตตสูตร

 

                   อนาถบิณฑิกคฤหบดี  และราชคหเศรษฐี  เป็นคู่เขยกันและกัน  เมื่อใดในกรุงราชคฤห์  มีสินค้าส่งออกมีค่ามาก  เมื่อนั้น  ราชคหเศรษฐีพาเอาสินค้านั้นไปกรุงสาวัตถีด้วยเกวียนร้อยเล่ม  พักอยู่ในที่ประมาณโยชน์หนึ่งให้ผู้อื่นรู้ว่าตนมาแล้ว,  อนาถบิณฑิก-คฤหบดี  ไปต้อนรับ  ทำสักการะเป็นอันมากแก่เขาแล้ว  จึงขึ้นยานเดียวกันเข้าไปกรุง-     สาวัตถี,  แม้อนาถบิณฑิกคฤหบดี  ก็กระทำอย่างนั้นเหมือนกัน 

 

                   ก็ในวันนั้น  ราชคหเศรษฐีได้ฟังข่าวว่า  อนาถบิณฑิกคฤหบดีมาแล้ว  จึงได้ไปวิหารเพื่อฟังธรรม  เขาฟังธรรมกถาแล้ว  นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเพื่อฉันในวันพรุ่ง  ให้ช่วยกันขุดเตาไฟและผ่าฟืนเป็นต้นในเรือนของตน  อนาถบิณฑิก-คฤหบดีนั้น  เห็นการขวนขวายมากของท่านเศรษฐีนั้นแล้ว  ยังถ้อยคำให้เป็นไปว่า   ข้าแต่ท่านคหบดี  ท่านจักมีอาวาหมงคลหรือ,  ครั้นเมื่อได้ฟังเสียงว่า  พระพุทธเจ้า  จากปากของท่านราชคหเศรษฐีนั้น  ก็ได้ปีติมีวรรณะ๕  ปีตินั้นตั้งขึ้นที่ศีรษะของอนาถบิณฑิกคฤหบดีนั้น  จนถึงหลังเท้า  ตั้งขึ้นที่หลังเท้า  แผ่ไปจนถึงศีรษะ  ตั้งขึ้นแต่ข้างทั้งสองรวมลงท่ามกลาง  ตั้งขึ้นท่ามกลางแผ่ไปโดยข้างทั้งสอง  เขาอันปีติถูกต้องชั่วนิรันดร  จึงกล่าวว่า  คหบดี  ขอท่านได้กล่าวว่าพระพุทธเจ้าเถิด,  ข้าพเจ้ากล่าวอยู่ว่า  พระพุทธเจ้า,  ถามสามครั้งอย่างนี้แล้ว  กล่าวว่า  เสียงว่า  พุทฺโธ  นั้น  หาได้ยากในโลก

 

                   ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีถามท่านเศรษฐีว่า  คหบดี  พระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน  ครั้งนั้น  ท่านเศรษฐี  จึงบอกแก่ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า  ธรรมดา  พระพุทธเจ้าทั้งหลายเข้าใกล้ได้ยาก  พระศาสดา  ประทับอยู่ในป่าช้า  ผู้เช่นท่านไม่อาจเพื่อจะไปเฝ้า ในเวลานี้ในที่นั้นได้ 

                   ในวันนั้น  แม้จิตของท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี  ไม่เกิดขึ้นในเกวียนบรรทุกสินค้าหรือในคนใช้  ไม่รับประทานอาหารมื้อเย็น  ได้ขึ้นปราสาท ๗ ชั้น  เมื่อทำการสาธยายว่า  พุทฺโธ  พุทฺโธ  บนที่นอนอันประเสริฐที่จัดไว้ดีและตกแต่งไว้อย่างดี  นอนหลับไปเพราะเหตุนั้น 

 

                   เมื่อปฐมยามล่วงไป  เขาลุกขึ้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า   ในกาลนั้น   ความเลื่อม-ใสของอนาถบิณฑิกนั้น  ได้เกิดมีกำลัง  แสงสว่างแห่งปีติได้มีแล้ว  ความมืดก็หมดไปเหมือนประทีปพันดวงลุกโพลงและดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ขึ้นฉะนั้น  อนาถบิณฑิกคฤหบดีนั้นคิดว่า  เราถึงแล้วซึ่งความเสื่อมใส,  ถูกเขาลวงแล้วดวงอาทิตย์ขึ้น  ดังนี้  แล้วลุกขึ้น   ยืน  มองดูดวงจันทร์คิดว่า  ยามหนึ่งล่วงไปแล้วยังเหลืออยู่อีกสองยาม  จึงเข้าไปนอนอีก  โดยอุบายนั้น  เขาลุกขึ้นสามครั้ง  คือ  ในที่สุดมัชฌิมยามครั้งหนึ่ง  ส่วนในที่สุดปัจฉิมยาม  ลุกขึ้นในเวลาจวนสว่าง  มุ่งหน้าต่อประตูใหญ่  ประตู ๗ ชั้นได้เปิดเอง  ลงจากปราสาทเดินไประหว่างทาง

 

                   อมนุษย์ทั้งหลายคิดกันว่า  มหาเศรษฐีนี้ออกไปด้วยคิดว่า  เราจักไปอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า  ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผลด้วยการเห็นครั้งแรก  ได้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศแห่งพระรัตนตรัย  ทำสังฆารามให้เป็นสถานที่หาที่เปรียบมิได้  จึงได้เปิดประตู

 

                   ท่านเศรษฐีคิดว่าเราทำความสำคัญว่า  เราอยู่คนเดียว  แม้การประกอบความเพียรก็มีแก่เรา  เพราะเหตุไร  เราจึงต้องกลัวเล่า  ดังนั้น  จึงได้เป็นผู้กล้า  ครั้งนั้น  ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า  มีกำลังเกิดขึ้นแล้ว  เพราะฉะนั้น  ความมืด  จึงอันตรธานไป 

 

            เศรษฐีนั้นเดินคิดไปว่าในโลกนี้มีเดียรถีย์เป็นอันมาก  มีปูรณกัสสปะเป็นต้น  ก็กล่าวว่าเราทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้า  เราพึงรู้ความที่ศาสดาเป็นพุทธเจ้าได้อย่างไร  ครั้งนั้น  ท่านเศรษฐีได้มีความดำรินั้นว่า  มหาชน  รู้จักชื่อซึ่งเกิดด้วยอำนาจคุณของเรา  แต่ใครๆ  ยังไม่รู้จักกุลทัตติยะเป็นชื่อของเรา  นอกจากเรา  หากว่าพระพุทธเจ้าจักมี  พระองค์ก็ทรงเรียกเราโดยชื่อว่า  กุลทัตติกะ,  พระศาสดาทรงรู้จิตของเขาแล้ว  จึงตรัสอย่างนี้   พระศาสดาจึงตรัสอนุปุพพิกถาแก่เศรษฐีนั้น  แล้วก็ทรงประกาศสัจจะ ๔  ในที่สุด  เศรษฐีฟังพระธรรมเทศนาแล้ว  ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล  จึงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  เริ่มถวายมหาทานตั้งแต่วันรุ่งขึ้น  อิสรชนมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นต้น  ส่งสาสน์ไปแก่เศรษฐีว่า  ท่านเป็นอาคันตุกะ  สิ่งใดไม่พอ  ท่านจงให้นำสิ่งนั้นมาแต่ที่นี้เถิด  ท่านห้ามชนทั้งหมดว่า  พอ  พวกท่านมีกิจมาก,  ได้ถวายมหาทาน ๖ วัน  ด้วยสมบัติที่ตนนำมาด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม  ก็ในที่สุดแห่งการถวายทาน  ทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึง   การอยู่จำพรรษาในกรุงสาวัตถีแล้ว  ได้ถวายแสนหนึ่งทุกๆ โยชน์  เพื่อให้สร้างวิหาร ๔๐ แห่ง  ระหว่างกรุงราชคฤห์กับกรุงสาวัตถี  ครั้นแล้วได้ไปยังกรุงสาวัตถี  ให้สร้างเชตวัน-มหาวิหารเสร็จแล้ว  ได้มอบถวายภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข

 

 

พระภัททิยะ

 

                   ครั้งนั้น  ท่านพระภัททิยะ  ไปสู่ป่าก็ดี  ไปสู่โคนไม้ก็ดี  ไปสู่เรือนว่างก็ดี  ย่อมเปล่งอุทานเนืองๆ ว่า  สุขหนอ  สุขหนอ 

 

                   ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า  ดูก่อนภัททิยะ  ข่าวว่า  เธอไปสู่ป่า       ก็ดี  ไปสู่โคนไม้ก็ดี  ไปสู่เรือนว่างก็ดี  ได้เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า  สุขหนอ  สุขหนอ  จริงหรือ

                   ภ.      จริงอย่างนั้น  พระพุทธเจ้าข้า

                   พ.      ดูก่อนภัททิยะ  ก็เธอพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์อะไร  จึงได้เปล่งอุทานเนืองๆ   ดังนี้

                   ภ.      เมื่อก่อนข้าพระพุทธเจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  แม้ภายในพระราชวังก็ได้จัดการรักษาไว้อย่างเรียบร้อย  แม้ภายนอกพระราชวังก็ได้จัดการรักษาไว้อย่างเข้มแข็ง  แม้ภายในชนบทก็ได้จัดการรักษาไว้เรียบร้อย  แม้ภายนอกชนบทก็ได้จัดการรักษาไว้อย่างมั่นคง  ข้าพระพุทธเจ้านั้นแม้เป็นผู้อันเขาทั้งหลาย  รักษาคุ้มครองแล้วอย่างนี้  ก็ยังกลัว  ยังหวั่น  ยังหวาด  ยังสะดุ้งอยู่  แต่บัดนี้  ข้าพระพุทธเจ้าไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี  ไปสู่เรือนว่างก็ดี  ลำพังผู้เดียวก็ไม่กลัว  ไม่หวั่น  ไม่หวาด  ไม่สะดุ้ง  ขวนขวายน้อย  มีขนอันราบเรียบ  เป็นอยู่ด้วยปัจจัย ๔  ที่ผู้อื่นให้  มีใจดุจมฤคอยู่  ข้าพระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์นี้  ไปสู่ป่าก็ดี  ไปสู่โคนไม้ก็ดี  ไปสู่เรือนว่างก็ดี  จึงเปล่งอุทานเนืองๆ ว่า  สุขหนอ  สุขหนอ

                   ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว  ทรงเปล่งอุทานในเวลานั้น  ว่าดังนี้

 

                   บุคคลใดไม่มีความโกรธภายในจิต  และก้าวล่วงภพน้อยภพใหญ่มีประการเป็นอันมากเสียได้  เทวดาทั้งหลายไม่อาจเล็งเห็นวาระจิตของบุคคลนั้น  ผู้ปลอดภัย  มีสุข  ไม่มีโศก

 

       ในอดีตกาล  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตระ  พระภัททิยะบังเกิดในสกุลมีโภคสมบัติมาก  ครั้นไปฟังพระธรรม  ได้เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูง  จึงคิดว่า  แม้เราก็ควรเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูง  ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตดังนี้  จึงนิมนต์พระตถาคต  ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ๗ วัน  ตั้งความปรารถนาว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์มิได้หวังสมบัติอย่างอื่นด้วยผลแห่งทานนี้  แต่ในอนาคตกาล  ขอข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูง  ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเถิด  พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตเล็งเห็นความสำเร็จ  จึงทรงพยากรณ์ว่า  กรรมนี้ของท่านจักสำเร็จ  ในที่สุดแห่งแสนกัปแต่กัปนี้ไป  พระพุทธเจ้าพระ-นามว่า  โคดม  จักทรงอุบัติขึ้น  ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูงในศาสนาของพระองค์  ครั้นท่านได้ฟังพยากรณ์แล้ว  จึงทูลถามกรรมที่จะให้เป็นไปสำหรับภิกษุผู้เกิดในตระกูลสูง  ได้กระทำกรรมอันดีงามมากหลายจนตลอดชีวิตอย่างนี้คือ  สร้างธรรมาสน์,  ปูลาดเครื่องลาดบนธรรมาสน์นั้น,  พัดสำหรับผู้แสดงธรรม,  รายจ่ายสำหรับพระธรรม-กถึก,  โรงอุโบสถ  เมื่อกระทำกาละในอัตภาพนั้นแล้วเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ในระหว่างพระทศพลพระนามว่า  กัสสป  และพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา  ท่านมาบังเกิดในเรือนของกุฏุมพีในกรุงพาราณสี

 

 

 

 

            สมัยนั้น  พระปัจเจกพุทธเจ้าหลายองค์มาแต่ภูเขาคันธมาทน์  นั่งฉันบิณฑบาต ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา  เขตกรุงพาราณสี  กุฎุมพีนั้นทราบว่า  พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น  กระทำการแบ่งปันภัตรในที่ตรงนั้นเป็นประจำ  จึงลาดแผ่นหินไว้ ๘ แผ่น  บำรุงพระ-ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายอยู่จนตลอดชีพ  ต่อนั้น  ท่านเวียนว่ายไปในเทวดาและมนุษย์ถึงพุทธันดรหนึ่ง  ครั้นในพุทธุปบาทกาลนี้จึงมาบังเกิดในขัตติยสกุลในกรุงกบิลพัสดุ์  พระ-นามว่า  ภัททิยกุมาร,  ภัททิยกุมารนั้นเป็นกษัตริย์องค์หนึ่งในระหว่างกษัตริย์ ๖ พระองค์,  ในหนหลังเมื่อพระศาสดาประทับอยู่  ณ อนุปิยอัมพวัน  ทรงผนวชในสำนักของพระ-ศาสดาแล้วได้บรรลุพระอรหัต  ต่อมาภายหลัง  พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในเชตวันมหา-วิหาร  ได้ทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า  ภัททิยะโอรสของพระนางกาฬิ-โคธา  เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูงในศาสนาของเรา