พระทัพพมัลลบุตร

 

                   ครั้งพระศาสนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า  พระเถระนี้เกิดในเรือนแห่งตระกูล  กรุงหงสวดี  เจริญวัยแล้วไปวิหาร  ฟังพระธรรมเทศนา  เห็นพระบรมศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย  ผู้ปูลาดเสนาสนะ  จึงเสริมสร้างอธิการปรารถนาฐานันดรนั้น  เป็นผู้อันพระบรมศาสดาทรงพยากรณ์แล้ว  ได้บำเพ็ญกุศลจนตลอดชีวิต  แล้วท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เมื่อครั้งศาสนาของพระทศพลพระนามว่า  กัสสปะ  ใกล้จะเสื่อมสิ้นแล้ว  จึงบวช  ได้เห็นภิกษุอื่นไม่กระทำความเคารพในพระบรมศาสดา  จึงคิดว่า  สิ่งที่ตนจะกระทำได้  คือ  การบำเพ็ญสมณธรรม  จึงร่วมกันกับสหายรวมเป็นภิกษุ ๗ รูป  บำเพ็ญสมณธรรมบนยอดเขา  ครั้นเมื่อจุติจากอัตตภาพนั้นแล้ว  ได้เวียนว่ายในเทวภูมิและมนุษยโลกตลอดพุทธันดร

 

                         ในภพนี้  ถือปฏิสนธิในนิเวศน์ของเจ้ามัลละพระองค์หนึ่ง  ในอนุปิยนคร  แคว้นมัลละ  ในเวลาใกล้คลอดมารดาของท่านก็ทำกาละ  ญาติทั้งหลายจึงนำเอาสรีระคนตายไปป่าช้า  ยกขึ้นสู่เชิงตะกอน  ใส่ไฟแล้ว  เพราะกำลังความร้อนของไฟทำให้พื้นท้องของนางแยกออกเป็นสองส่วน  ทารกลอยขึ้นด้วยกำลังบุญของตนไปตกลงที่กองไม้  คนทั้งหลายจึงนำทารกนั้นมามอบให้ยาย  ผู้เป็นยายเมื่อจะขนานนามของทารกนั้น  ได้ตั้งชื่อว่า  ทัพพะ  เพราะตกไปที่เสาไม้มีแก่นจึงรอดชีวิต  แต่เพราะท่านเกิดในตระกูลของเจ้ามัลละ  จึงชื่อว่า  มัลลบุตร

 

                   ในวันที่ทารกนั้นมีอายุได้ ๗ ขวบ  พระบรมศาสดามีภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จจาริกไปในแคว้นมัลละ  ประทับอยู่ในอนุปิยัมพวัน  ทัพพกุมารเห็นพระศาสดาแล้วเลื่อมใสด้วยการเห็นเท่านั้น  ประสงค์จะบวชจึงบอกลายายว่า  ข้าพเจ้าจักบวชในสำนักของพระทศพล  ยายพูดว่า  ดีแล้วพ่อ  ครั้นแล้วพาทัพพกุมารไปยังสำนักของพระบรม-ศาสดา  กราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระองค์จงทรงยังกุมารนี้ให้บรรพชาเถิด  พระศาสดาทรงให้สัญญาแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งว่า  ดูก่อนภิกษุ  เธอจงยังทารกนี้ให้บรรพชา  พระเถระนั้นรับพระพุทธดำรัสของพระศาสดาแล้ว  ยังทัพพกุมารให้บรรพชา  บอกตจปัญจกัมมัฏฐานแล้ว

                   สัตว์ผู้สมบูรณ์ด้วยบุรพเหตุ  ได้บำเพ็ญบารมีไว้แล้ว  ในขณะปลงเกลียวผมครั้งแรก  ก็ดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล  เมื่อเกลียวผมที่สองถูกยกขึ้นก็ดำรงอยู่ในสกทา-คามิผล  เมื่อเกลียวผมที่สามถูกยกขึ้นก็ดำรงอยู่ในอนาคามิผล  ก็เวลาที่ปลงผมเสร็จและการทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตผล  ได้มีในเวลาไม่ก่อน  ไม่หลังกัน 

 

                   พระบรมศาสดาเสด็จประทับสำราญพระอิริยาบถในแคว้นมัลละแล้ว  เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์  ประทับอยู่ในเวฬุวันมหาวิหาร  ท่านพระทัพพมัลลบุตรเร้นอยู่แล้วในที่ลับ  ณ กรุงราชคฤห์นั้น  ตรวจดูความสำเร็จกิจของตน  ประสงค์จะอุทิศกายช่วยขวน- ขวายกิจของสงฆ์  จึงคิดว่า  ไฉนหนอ  เราพึงปูลาดเสนาสนะและจัดภัตตาหารเพื่อพระ- ภิกษุสงฆ์  ท่านไปยังสำนักของพระศาสดาแล้ว  กราบทูลถึงปริวิตกของตน  พระบรม-ศาสดาทรงประทานสาธุการแล้ว  ทรงมอบตำแหน่งปูลาดเสนาสนะและตำแหน่งภัตตุท-เทสก์แก่ท่าน

 

                   ลำดับนั้น  พระบรมศาสดาทรงพระดำริว่า  ทัพพสามเณรนี้ยังเล็กแท้แต่ดำรงอยู่ในตำแหน่งใหญ่  ดังนี้แล้ว  จึงโปรดให้ท่านอุปสมบทในเวลาที่ท่านมีพรรษา ๗ เท่านั้น นับจำเดิมแต่อุปสมบทแล้ว  พระเถระจัดแจงเสนาสนะและแจกภิกษาแด่ภิกษุสงฆ์ทั้งหมดที่อาศัยกรุงราชคฤห์อยู่  ความที่ท่านเป็นผู้จัดแจงเสนาสนะได้ปรากฏกระฉ่อนไปทั่วทุกทิศว่า  พระทัพพมัลลบุตร  ย่อมเข้าใจจัดแจงเสนาสนะแก่ภิกษุผู้ชอบพอกันไว้ในที่เดียว-กัน  ย่อมจัดแจงเสนาสนะแม้ในที่ไกลบ้าง  เมื่อไม่สามารถจะไปได้  ก็ต้องนำไปด้วยฤทธิ์

 

                   ครั้งนั้น  ภิกษุทั้งหลาย  ขอให้ท่านทัพพมัลลบุตรจัดแจงเสนาสนะ  ทั้งในเวลา   ทั้งนอกเวลา  อย่างนี้ว่า  อาวุโส  ท่านจงจัดแจงเสนาสนะในชีวกัมพวันวิหารให้พวกเรา  ท่านจงจัดเสนาสนะในมัทธกุจฉิมิคทายวันให้พวกเรา  แล้วต่างพากันเห็นฤทธิ์ของพระ-ทัพพมัลลบุตรนั้น  แม้ท่านพระทัพพมัลลบุตรก็เนรมิตกายอันสำเร็จด้วยมโนมยิทธิ  เป็นภิกษุที่เหมือนกับตนสำหรับพระเถระองค์ละรูปๆ  เดินนำหน้าถือไฟชี้บอกว่า  นี้เตียง  นี้ตั่ง  เป็นต้น  เมื่อท่านจัดแจงเสนาสนะแล้วจึงกลับไปยังที่อยู่ของตน  พระบรมศาสดาทรงกระทำเหตุนี้  ให้เป็นอัตถุปบัติ (เหตุเกิดแห่งเรื่อง)  ในเวลาต่อมา  เสด็จประทับนั่งท่าม กลางหมู่พระอริยสงฆ์  ทรงแต่งตั้งพระเถระด้วยพระพุทธดำรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พระทัพพมัลลบุตรเลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา  ผู้จัดแจงเสนาสนะ 

ท่านพระทัพพมัลลบุตร  ได้ภาษิตคาถานี้ไว้  อย่างนี้ว่า

 

                   เมื่อก่อนพระทัพพมัลลบุตรองค์ใด  เป็นผู้อันบุคคลอื่น   ฝึกฝนได้โดยยาก  แต่เดี๋ยวนี้ พระทัพพมัลลบุตรองค์นั้น  เป็นผู้อันพระศาสดาได้ทรงฝึกฝน  ด้วยการฝึกฝนด้วยมรรคอันประเสริฐ  เป็นผู้สันโดษ  ข้ามความสงสัยได้แล้ว  เป็นผู้ชนะกิเลส  ปราศจากความขลาด  มีจิตตั้งมั่น  ดับความเร่าร้อนได้แล้ว

 

ทักษิณาวิภังคสูตร

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารนิโครธาราม  เขตพระนครกบิล- พัสดุ์  ในสักกชนบท  สมัยนั้น  พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงถือผ้าคู่หนึ่ง  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ผ้าใหม่คู่นี้  หม่อมฉันกรอด้าย  ทอเอง  ตั้งใจอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า  ขอพระผู้มีพระภาค-เจ้าทรงอาศัยความอนุเคราะห์  โปรดรับผ้าใหม่ทั้งคู่ของหม่อมฉันเถิด

 

                   เมื่อพระนางกราบทูลแล้วอย่างนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูก่อนโคตมี  พระนางจงถวายสงฆ์เถิด  เมื่อถวายสงฆ์แล้ว  จักเป็นอันพระนางได้บูชาทั้งอาตม-ภาพและสงฆ์  พระนางมหาปชาบดีโคตรมีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า  ข้าแต่-พระองค์ผู้เจริญ  ผ้าใหม่คู่นี้  หม่อมฉันกรอด้าย  ทอเอง  ตั้งใจอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า     ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยความอนุเคราะห์  โปรดรับผ้าใหม่ทั้งคู่นี้ของหม่อมฉันเถิด  แม้ในครั้งที่ ๒  แม้ในครั้งที่ ๓  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสกะพระนาง  แม้ในครั้งที่ ๒  แม้ในครั้งที่ ๓  ดังนี้ว่า  ดูก่อนโคตมี  พระนางจงถวายสงฆ์เถิด  เมื่อถวายสงฆ์แล้ว  จักเป็นอันพระนางได้บูชาทั้งอาตมภาพและสงฆ์

 

                   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้  ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระ-ภาคเจ้าดังนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า  โปรดรับผ้าทั้งคู่ของพระ-นางมหาปชาบดีโคตมีเถิด  พระนางมหาปชาบดีโคตมี  มีอุปการะมาก  เป็นพระมาตุจฉา  ผู้ทรงบำรุงเลี้ยง  ประทานพระขีรรสแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อพระชนนีสวรรคตแล้ว    ได้โปรดให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดื่มเต้าพระถัน  แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงมีอุปการะมากแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี  พระนางทรงอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงทรงถึงพระ-พุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  เป็นสรณะ  ได้ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงทรงงดเว้นจากปาณาติบาต  อทินนาทาน  กาเมสุมิจฉาจาร  มุสาวาท  จากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเพราะดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยได้  ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงทรงประ-กอบด้วยความเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวในพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ทรงประกอบ ด้วยศีลที่พระอริยะมุ่งหมายได้  ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงเป็นผู้หมดความสงสัยในทุกข์  ในทุกขสมุทัย  ในทุกขนิโรธ  ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาได้  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงมีพระอุปการะมากแก่พระนางมหาปชาบดีโคตรมี

 

                   พ.      ถูกแล้วๆ  อานนท์  จริงอยู่  บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้วเป็นผู้ถึงพระพุทธะ   พระธรรม  พระสงฆ์  เป็นสรณะได้  เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนต่อบุคคลนี้ด้วยดี   เพียงกราบไหว้  ลุกรับ  ทำอัญชลี  ทำสามีจิกรรมด้วยเพียงให้จีวร  บิณฑบาต  เสนาสนะ  และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร 

 

                   บุคคลใดอาศัยบุคคลใดแล้ว  งดเว้นจากปาณาติบาต  อทินนาทาน  กาเมสุ-มิจฉาจาร  มุสาวาท  จากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเพราะดื่มน้ำเมา  คือสุราและเมรัยได้  เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนต่อบุคคลนี้ด้วยดี  เพียงกราบไหว้ . . . .  

 

                   บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว  เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวในพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะมุ่งหมายได้  เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนบุคคลนี้ด้วยดี  เพียงกราบไหว้ . . . . 

 

                   บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว  เป็นผู้หมดความสงสัยในทุกข์  ในทุกขสมุทัย  ในทุกขนิโรธ  ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาได้  เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนบุคคลนี้ด้วยดี  เพียงกราบไหว้  ลุกรับ  ทำอัญชลี  ทำสามีจิกรรมด้วยเพียงให้จีวร  บิณฑบาตเสนาสนะ  และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร

 

                   ดูก่อนอานนท์  ก็ทักษิณาเป็นปาฏิปุคคลิก  มี ๑๔ อย่าง  คือ

                   ให้ทานในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก  ประ-การที่ ๑

                   ให้ทานในพระปัจเจกสัมพุทธะ  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก  ประการที่ ๒

                   ให้ทานในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก  ประการที่ ๓ 

 

                   ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก  ประการที่ ๔

                   ให้ทานแก่พระอนาคามี  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก  ประการที่ ๕ 

                   ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก ประการที่ ๖ 

                   ให้ทานแก่พระสาทกคามี  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก  ประการที่ ๗ 

                   ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก  ประการที่ ๘

                   ให้ทานในพระโสดาบัน  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก  ประการที่ ๙   

                   ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก ประการที่ ๑๐  

                   ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม  นี้เป็นทักษิณาปาฏิ-ปุคคลิก  ประการที่ ๑๑

                   ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก  ประการที่ ๑๒

                   ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก  ประการที่ ๑๓   

                   ให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน  นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิก  ประการที่ ๑๔

 

                   ดูก่อนอานนท์  ใน ๑๔ ประการนั้น  บุคคลให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน  พึงหวังผลทักษิณา  ได้ร้อยเท่า,  ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล  พึงหวังผลทักษิณา  ได้พันเท่า,  ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณา ได้แสนเท่า, ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม  พึงหวังผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า,  ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง  พึงหวังผลทักษิณาจะนับไม่ได้  จะประมาณไม่ได้  จะป่วยกล่าวไปไย  ในพระโสดาบัน  ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง  ในพระสกทาคามี  ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง  ในพระอนาคามี  ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง  ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์  ในปัจเจกสัมพุทธะ  และในตถาคตอร- หันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า

 

 

                   ดูก่อนอานนท์  ก็ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  มี ๗ อย่าง  คือ 

                   ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย  มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  ประการที่ ๑ 

 

                   ให้ทานในสงฆ์ ๒  ฝ่าย  ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว  นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  ประการที่ ๒   

                   ให้ทานในภิกษุสงฆ์  นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  ประการที่ ๓   

                   ให้ทานในภิกษุณีสงฆ์  นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  ประการที่ ๔    

                   เผดียงสงฆ์ว่า  ขอได้โปรดจัดภิกษุและภิกษุณีจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า  แล้วให้ทาน  นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  ประการที่ ๕    

                   เผดียงสงฆ์ว่า  ขอได้โปรดจัดภิกษุจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า  แล้วให้ทาน  นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์  ประการที่ ๖  

                   เผดียงสงฆ์ว่า  ขอได้โปรดจัดภิกษุณีจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า  แล้วให้ทาน  เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๗

 

                   ดูก่อนอานนท์  ก็ในอนาคตกาล  จักมีแต่เหล่าภิกษุโคตรภู  มีผ้ากาสาวะพันคอ  เป็นคนทุศีล  มีธรรมลามก  คนทั้งหลายจักถวายทานเฉพาะสงฆ์ได้ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น     ดูก่อนอานนท์  ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์แม้ในเวลานั้นเราก็กล่าวว่า  มีผลนับไม่ได้  ประมาณไม่ได้  แต่ว่าเราไม่กล่าวปาฏิปุคคลิกทานว่า  มีผลมากกว่าทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์โดยปริยายไรๆ  เลย            

 

                   ดูก่อนอานนท์  ก็ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณานี้  มี ๔ อย่าง

                   ทักษิณาบางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายทายก  ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก 

                   บางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก  ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก 

                   บางอย่างฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์  ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์ 

                   บางอย่างบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก

 

                    ดูก่อนอานนท์  ก็ทักษิณาชื่อว่า  บริสุทธิ์ฝ่ายทายก  ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกอย่างไร  ในข้อนี้  ทายกมีศีล  มีธรรมงาม  ปฏิคาหกเป็นผู้ทุศีล  มีธรรมลามก  อย่างนี้   ทักษิณาชื่อว่า  บริสุทธิ์ฝ่ายทายก  ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก

                   ดูก่อนอานนท์   ก็ทักษิณาชื่อว่า  บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก  ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายกอย่างไร  ในข้อนี้  ทายกเป็นผู้ทุศีล  มีธรรมลามก  ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล  มีธรรมงาม  อย่างนี้  ทักษิณาชื่อว่า  บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก  ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก                     

                                

                   ดูก่อนอานนท์  ก็ทักษิณาชื่อว่า  ฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์  ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์อย่างไร  ในข้อนี้  ทายกก็เป็นผู้ทุศีล  มีธรรมลามก  ปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล  มีธรรมลามก  อย่างนี้  ทักษิณาชื่อว่า  ฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์  ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์

 

                   ดูก่อนอานนท์  ก็ทักษิณาชื่อว่า  บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหกอย่างไร   ในข้อนี้  ทายกก็เป็นผู้มีศีล  มีธรรมงาม  ปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล  มีธรรมงาม  อย่างนี้   ทักษิณาชื่อว่า  บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา  ได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้  แล้วได้ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้  ต่อไปอีกว่า

 

                   ผู้ใดมีศีล  ได้ของมาโดยธรรม  มีจิตเลื่อมใสดี  เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง   ให้ทานในคนทุศีล  ทักษิณาของผู้นั้น  ชื่อว่า  บริสุทธิ์ฝ่ายทายก

                   ผู้ใดทุศีล  ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม  มีจิตไม่เลื่อมใส  ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง  ให้ทานในคนมีศีล  ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า  บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก

                   ผู้ใดทุศีล  ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม  มีจิตไม่เลื่อมใส  ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง   ให้ทานในคนทุศีล  เราไม่กล่าวทานของผู้นั้นว่า  มีผลไพบูลย์

                   ผู้ใดมีศีล  ได้ของมาโดยธรรม 

 

 

อรรถกถาทักขิณาวิภังคสูตร

 

                   พระนางมหาปชาบดีโคตมี  อันหมู่พระพี่เลี้ยงนางนมแวดล้อมแล้ว  เสด็จมาสู่โรงงานทอผ้าของศิลปินทั้งหลาย  ทรงจับปลายกระสวย  ได้ทรงทำการทอ ผ้า  พระนาง-โคตมีทรงเกิดพระทัยเพื่อถวายผ้าคู่หนึ่งแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ในกาลที่พระผู้มีพระภาค-เจ้าทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้ว  เสด็จมาสู่กรุงกบิลพัสดุ์  โดยการเสด็จครั้งแรก  ครั้งนั้น  พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงพาพระศาสดาซึ่งเสด็จบิณฑบาต  ให้เสด็จไปยังพระ-ราชนิเวศน์ของพระองค์  เมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตรมีทรงเห็นพระรูปโสภาของพระผู้-มีพระภาคเจ้าแล้ว  ทรงพระดำริว่า  พระอัตภาพของบุตรเรางดงามหนอดังนี้  ลำดับนั้น  พระนางก็เกิดพระโสมนัสเป็นกำลัง  แต่นั้น  ทรงพระดำริว่า  เมื่อบุตรของเราอยู่ในท่าม- กลางวัง  ตลอด ๒๙ ปี  วัตถุที่เราให้แล้วโดยที่สุดแม้สักว่าผลกล้วยนั้นไม่มีเลย  แม้บัดนี้เราจักถวายผ้าจีวรแก่บุตรนั้น  ทรงยังพระหฤทัยให้เกิดขึ้นว่า  ก็ในกรุงราชคฤห์นี้มีผ้าราคาแพงมาก  ผ้าเหล่านั้น  ย่อมไม่ยังเราให้ดีใจ  ผ้าที่เราทำเองนั้น  ย่อมยังเราให้ดีใจได้  เราจำจะต้องทำผ้าเองถวาย 

 

                   ครั้งนั้น  พระนางทรงให้นำฝ้ายมาจากตลาด  ทรงขยำ  ทรงยีด้วยพระหัตถ์   กรอด้ายอย่างละเอียด  ทรงให้สร้างโรงงานทอผ้าในภายในพระราชวัง  ทรงให้เรียกช่างศิลป์ทั้งหลาย  พระราชทานเครื่องบริโภคแก่ช่างศิลป์ทั้งหลาย  แล้วทรงให้ทอผ้า  ก็พระ-นางเสด็จไปจับปลายกระสวยตามสมควรแก่กาลเวลา  ในกาลที่ผ้านั้นทอเสร็จ  ทรงทำการสักการะใหญ่แก่ช่างศิลป์ทั้งหลาย  แล้วทรงใส่ผ้าคู่หนึ่งในหีบอันมีกลิ่นหอม  ทรงให้ถือผ้าทูลแด่พระราชาว่า  หม่อมฉันจักถือผ้าจีวรไปถวายแก่บุตรเรา  พระราชาตรัสสั่งให้เตรียมทางเสด็จ  ราชบริวารทั้งหลายปัดกวาดถนน  ตั้งหม้อน้ำเต็มยกธงผ้าทั้งหลาย  ตกแต่งทางตั้งแต่พระทวารพระราชวังจนถึงพระวิหารนิโครธาราม  ทำทางให้เกลื่อนกล่นด้วยดอกไม้  ฝ่ายพระนางมหาปชาบดีทรงประดับเครื่องอลังการทุกอย่าง  ผู้อันคณะพระ-พี่เลี้ยงนางนมแวดล้อมแล้ว  ทรงทูนหีบผ้า  เสด็จไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ผ้าใหม่คู่นี้เป็นของหม่อมฉัน  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนโคตมี  พระนางจงถวายสงฆ์เถิด  พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้กราบทูลอ้อนวอนว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  หม่อมฉันอาจเพื่อถวายผ้าจีวรทั้งหลายจากคลังผ้าแก่ภิกษุร้อยรูปบ้าง  พันรูปบ้าง  ก็ผ้าใหม่คู่นี้หม่อมฉันกรอด้ายเอง  ทอเอง  ตั้งใจอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดรับผ้าใหม่คู่นั้นของหม่อมฉันเถิด  พระนางกราบทูลอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง  แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสห้ามอย่างนั้นเทียว  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ถวายผ้าใหม่คู่ที่พระนางจะถวายแด่พระองค์  แก่พระ-ภิกษุสงฆ์  ก็เพราะเพื่อทรงอนุเคราะห์พระมารดา  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงมีพระดำริว่า  เจตนา ๓ อย่าง  คือ บุพเจตนา  มุญจนเจตนา  อปราปรเจตนา  ของพระนางมหาปชาบดีนี้  เกิดขึ้นปรารภเราแล้ว  จงเกิดขึ้นปรารภพระภิกษุสงฆ์บ้าง  เมื่อเป็นเช่นนี้  เจตนาทั้ง ๖ อย่างก็จะรวมเป็นอันเดียวกัน  จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล  เพื่อความสุข  ตลอดกาลนานแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมีนั้น 

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า  เราไม่ดำรงอยู่นาน  แต่ศาสนาของเราจักตั้งอยู่ในพระภิกษุสงฆ์  ชนรุ่นหลังจงยังความยำเกรงในสงฆ์ให้เกิดขึ้น  ดังนี้   จึงทรงห้ามถึง ๓ ครั้ง  ทรงให้ถวายสงฆ์  ก็ทักขิไณยบุคคล  ชื่อว่า  สงฆ์  เพราะฉะนั้น   ชนรุ่นหลังยังความยำเกรงให้เกิดขึ้นในสงฆ์  จักสำคัญปัจจัยสี่เป็นสิ่งพึงถวายสงฆ์  เมื่อสงฆ์ไม่ลำบากด้วยปัจจัยสี่  จักเรียนพระพุทธวจนะ  ทำสมณธรรม  เมื่อเป็นอย่างนั้น  ศาสนาของเราจักตั้งอยู่ถึง ๕,๐๐๐ ปี  

 

                   บัดนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงกำหนดวิบากของทักขิณาเป็นปาฏิบุคลิก  จึงตรัสว่า   

                   ทานใดที่บุคคลให้แล้วเพื่อเลี้ยง  ด้วยอำนาจแห่งคุณ  ด้วยอำนาจแห่งอุปการะ  ทานนี้ไม่ถือเอา  ทานแม้ใดสักว่าข้าวคำหนึ่ง  หรือครึ่งคำอันบุคคลให้แล้ว  ทานแม้นั้นไม่ถือเอาแล้ว  ส่วนทานใดอันบุคคลหวังผลแล้วให้ตามความต้องการแก่สัตว์ทั้งหลายมีสุนัข  สุกร ไก่  และกาเป็นต้นนี้  ตัวใดตัวหนึ่งที่มาถึง  ทรงหมายถึงทานนี้  จึงตรัสว่า  ให้ทานในสัตว์ดิรัจฉาน

                   ทักขิณานี้ย่อมให้อานิสงส์ร้อยเท่า   คือ  อายุร้อยเท่า  วรรณะร้อยเท่า  สุขร้อยเท่า  พละร้อยเท่า  ปฏิภาณร้อยเท่า  ทักขิณาให้อายุในร้อยอัตภาพ  ชื่อว่า  อายุร้อยเท่า,  ให้วรรณะในร้อยอัตภาพ  ชื่อว่า  วรรณะร้อยเท่า,  ให้สุขในร้อยอัตภาพ  ชื่อว่า  สุขร้อยเท่า,  ให้พละในร้อยอัตภาพ  ชื่อว่า  พละร้อยเท่า,  ให้ปฏิภาณ  ทำความไม่สะดุ้งในร้อยอัตภาพ   ชื่อว่า  ปฏิภาณร้อยเท่า  

 

                   ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล  แม้อุบาสกผู้ถึงไตรสรณะโดยที่สุดเบื้องต่ำ  ชื่อว่า  ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล  แม้ทานที่ให้ในอุบาสก  ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลนั้น  นับไม่ได้  ประมาณไม่ได้  ส่วนทานที่ให้แก่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในศีลห้า  มีผลมากกว่านั้น,  ทานที่ให้แก่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในศิลสิบ  มีผลมากกว่านั้นอีก,  ทานที่ถวายแก่สามเณรที่บวชในวันนั้น  มีผลมากกว่านั้น,  ทานที่ถวายแก่ภิกษุผู้อุปสมบท  มีผลมากกว่านั้น,  ทานที่ถวายแก่ภิกษุผู้อุปสมบทนั้น  ผู้ถึงพร้อมด้วยวัตรมีผลมากกว่านั้น,   ทานให้แก่ผู้ปรารภวิปัสสนา  มีผลมากกว่านั้น  ก็สำหรับผู้มรรคสมังคีโดยที่สุดชั้นสูง  ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล  ชื่อว่า  ปฏิบัติแล้ว  ทานที่ให้แก่บุคคลนั้น  มีผลมากกว่านั้นอีก  

 

                   ทานที่ให้แก่ภิกษุผู้มรรคสมังคี  ก็ภิกษุผู้ปรารภวิปัสสนา  ถือบาตรและจีวร  เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต  เมื่อภิกษุผู้มรรคสมังคีนั้น  ยืนที่ประตูบ้าน  ชนทั้งหลายรับบาตรจากมือก็ใส่ขาทนียะและโภชนียะ  การออกจากมรรคของภิกษุย่อมมีในขณะนั้น  ทานนี้ชื่อว่า   เป็นอันให้แล้วแก่ภิกษุผู้มรรคสมังคี  อีกประการหนึ่ง  ภิกษุนั้นนั่ง  ณ โรงฉันมนุษย์ทั้งหลายไปแล้ววางขาทนียะ  โภชนียะในบาตร  การออกจากมรรคของภิกษุนั้น  ย่อมมีในขณะนั้น  ทานแม้นี้  ชื่อว่าให้แล้วแก่ภิกษุผู้มรรคสมังคี  อีกอย่างหนึ่ง  เมื่อภิกษุนั้นนั่ง ณ วิหารหรือโรงฉัน  อุบาสกทั้งหลายถือบาตรไปสู่เรือนของตน  แล้วใส่ขาทนียะและโภชนียะ  การออกจากมรรคของภิกษุนั้น ย่อมมีในขณะนั้น  ทานแม้นี้  ชื่อว่าให้แล้วแก่ภิกษุผู้มรรคสมังคี,  ทานอันบุคคลให้แล้วแก่ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลนั้น  เหมือนน้ำในลำรางไม่อาจนับได้ฉะนั้น,  ทานอันบุคคลให้แล้วในบุคคลทั้งหลาย  มีพระ-โสดาบัน  เป็นต้น  ดุจน้ำในมหาสมุทร  ในบรรดามหานทีนั้นๆ  เป็นอันนับไม่ได้ 

 

                   แม้ทักขิณาที่ถวายสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  มีผลนับไม่ได้  ด้วยการนับคุณ  ด้วยประการฉะนี้  แม้ทักขิณาที่ให้ในสงฆ์ซึ่งมีภิกษุมีผ้ากาสาวะพันคอ  ตรัสว่า  มีผลนับไม่ได้  ด้วยการนับคุณเหมือนกัน  ก็ทักขิณาที่ถึงสงฆ์ย่อมมีแก่บุคคลผู้อาจเพื่อทำความยำเกรงในสงฆ์  แต่ความยำเกรงในสงฆ์  ทำได้ยาก  ก็บุคคลได้เตรียมไทยธรรมด้วยคิดว่า  เราจักให้ทักขิณาถึงสงฆ์  ไปวิหารแล้วเรียนว่า  ข้า-แต่ท่านผู้เจริญ  ขอท่านจงให้พระเถระรูปหนึ่งเจาะจงสงฆ์เถิด  ลำดับนั้น  ได้สามเณรจากสงฆ์  ย่อมถึงความเป็นประการอื่นว่า  เราได้สามเณรแล้วดังนี้  ทักขิณาของบุคคลนั้นย่อมไม่ถึงสงฆ์  เมื่อได้พระมหาเถระแม้เกิดความโสมนัสว่า  เราได้มหาเถระแล้ว  ดังนี้  ทักขิณาก็ไม่ถึงสงฆ์เหมือนกัน  ส่วนบุคคลใดได้สามเณร  ผู้อุปสมบทแล้ว  ภิกษุหนุ่ม   หรือเถระ  ผู้พาลหรือ  บัณฑิต  รูปใดรูปหนึ่งจากสงฆ์แล้ว  ไม่สงสัย  ย่อมอาจเพื่อทำความยำเกรงในสงฆ์ว่า  เราจะถวายสงฆ์  ทักขิณาของบุคคลนั้นเป็นอัน  ชื่อว่า  ถึงสงฆ์แล้ว   

 

                   อุบาสกคนหนึ่งเป็นเจ้าของวัด  เป็นกุฏุมพี  เจาะจงจากสงฆ์ว่า  เราจักถวายทักขิณาที่ถึงสงฆ์  จึงเรียนว่า  ขอท่านจงให้ภิกษุรูปหนึ่ง  อุบาสกนั้น  ได้ภิกษุทุศีลรูปหนึ่ง  พาไปสู่สถานที่นั่งปูอาสนะผูกเพดานเบื้องบน  บูชาด้วยของหอม  ธูป  และดอกไม้  ล้างเท้าทาด้วยน้ำมัน   ได้ถวายไทยธรรมด้วยความยำเกรงในสงฆ์  ดุจทำความนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า  ครั้นต่อมา  ภิกษุรูปนั้น  มาสู่ประตูเรือนว่า  ท่านจงให้จอบเพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติวัดในภายหลังภัต  อุบาสกนั่งเขี่ยจอบด้วยเท้าแล้วให้ว่า  จงรับไป  มนุษย์ทั้งหลายได้กล่าวกะเขานั้นว่า  ท่านได้ทำสักการะแก่ภิกษุนี้แต่เช้าตรู่  ไม่อาจเพื่อจะกล่าว  บัดนี้  แม้สักว่า  อุปจาระ (มรรยาท)  ก็ไม่มี  นี้ชื่อว่าอะไรดังนี้  อุบาสก   กล่าวว่า  แนะนาย  ความยำเกรงนั้นมีต่อสงฆ์  ไม่มีแก่ภิกษุนั้น 

 

                   ก็ใครย่อมยังทักขิณาที่ถวายสงฆ์ให้หมดจด  พระมหาเถระ ๘๐ รูปมีพระสารี-บุตรและพระโมคคัลลานะเป็นต้น  ย่อมให้หมดจดได้  อนึ่ง  พระเถระทั้งหลายปรินิพพานนานแล้ว  พระขีณาสพทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่ตั้งแต่พระเถระเป็นต้น  จนถึงทุกวันนี้  ย่อมให้หมดจดเหมือนกัน

 

 

                   ส่วนพระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะโดยสิ้นเชิง  ทานที่พระอรหันต์ให้แก่พระอรหันต์นั้น  เป็นทานอันเลิศ  ก็ทานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้แก่พระสารีบุตรเถระมีผลมาก  หรือว่าทานที่พระสารีบุตรเถระถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีผลมาก, ทานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้แก่พระสารีบุตรมีผลมาก  เพราะบุคคลอื่นเว้นพระ-สัมมาสัมพุทธเจ้า  ชื่อว่าสามารถให้ผลทานให้เกิดขึ้นไม่มี  

 

            ทานย่อมให้ผลแก่ผู้อาจเพื่อทำด้วยสัมปทา ๔ ในอัตภาพนั้น,  สัมปทา ๔  คือ  ความที่ไทยธรรมไม่เบียดเบียนผู้อื่น  เกิดขึ้นโดยธรรมโดยชอบ,  ความที่เจตนาด้วยอำนาจแห่งบุพเจตนา  เป็นต้น  เป็นธรรมใหญ่,  ความเป็นผู้มีคุณอันเลิศยิ่ง  โดยความเป็นพระ-ขีณาสพ,  ความถึงพร้อมด้วยวัตถุ  โดยความเป็นผู้ออกแล้วจากนิโรธในวันนั้น