ภัลลิยเถระ

 

                   พระภัลลิยเถระ  ได้ภาษิตคาถาไว้อย่างนี้ว่า

 

                   ผู้ได้ขจัดเสนาแห่งมัจจุราช  เหมือนห้วงน้ำใหญ่  กำจัดสะพานไม้อ้อ  อันแสนจะทรุดโทรมฉะนั้น  ก็ผู้นั้น  จัดว่าเป็นผู้ชนะมาร  ปราศจากความหวาดกลัว  มีตนอันฝึกแล้ว  มีจิตตั้งมั่น  ดับกิเลสและความเร่าร้อนได้แล้ว           

       

                   พระเถระนี้  ในกัปที่ ๓๑  แต่ภัทรกัปนี้  เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น   เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสถวายผลาผลแก่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า  นามว่า  สุมนะ  แล้วท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภพทั้งหลายเท่านั้น     

 

       ในกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทรงพระนามว่า  สิขี  ได้สดับว่า  บุตรพ่อค้า ๒  คน  ชื่อว่า  อุปชิตะ  และอุชิตะ  ได้ถวายอาหารครั้งแรกแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ผู้ได้ตรัสธรรมาภิสมัยก่อนคนอื่น  ท่านจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยสหายของตน  ทูลอาราธนาเพื่อเสวยพระกระยาหารในวันรุ่งขึ้น  ถวายมหาทานแล้ว  ตั้งความปรารถนาว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์แม้ทั้งสอง  พึงเป็นผู้ได้ถวายอาหารครั้งแรกแด่พระพุทธเจ้า  ผู้เช่นกับพระองค์ในอนาคตกาล  ดังนี้   คนทั้งสองกระทำบุญกรรมในภพนั้นๆ  แล้ว  ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย    

 

                   ในกาลของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า  เกิดเป็นบุตรเศรษฐีผู้เลี้ยงวัว  เป็นพี่น้องกัน 

                   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า  แรกตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณทรงยับยั้งอยู่ตลอด ๗ สัปดาห์  ด้วยการพิจารณาธรรม  คือ สุขอันเกิดแต่วิมุตติ  ในสัปดาห์ที่ ๘  ทรงประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นเกด  ในสมัยนั้น  พ่อค้าสองพี่น้อง  ผู้เป็นพี่ชื่อ  ตปุสสะ  ผู้เป็นน้องชื่อ ภัล-ลิยะ  เขาทั้งสองบรรทุกของเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม  เดินทางไปค้าขาย  เมื่อเดินทางล่วงทางใหญ่ไปใกล้ต้นเกดเกวียนของเขาไม่ยอมเคลื่อนที่  แม้ในภูมิภาคที่ราบเรียบไม่มีหล่มไม่มีโคลน  พ่อค้าสองพี่น้องพากันคิดอยู่ว่า  เหตุอะไรหนอ  ดังนี้  เทวดาผู้เคยเป็นญาติ-สาโลหิต  ก็แสดงตัวในระหว่างค่าคบไม้บอกว่า  ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้  ตรัสรู้พระสัมโพธิญาณได้ไม่นาน  ไม่ได้เสวยพระ-กระยาหารมาตลอด ๗ สัปดาห์  เสวยวิมุตติสุขแล้ว  บัดนี้  ประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นเกด  ข้อที่ท่านทั้งสองน้อมนำอาหารเข้าไปถวายพระองค์นั้น  จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ท่านทั้งหลายสิ้นกาลนาน

 

                   พ่อค้าสองพี่น้องฟังคำนั้นแล้ว  เสวยปีติโสมนัสอย่างยิ่ง  สำคัญว่าการจัดอาหารจักเป็นความเนิ่นช้า  จึงถวายสัตตูผงและสัตตูก้อนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วถึงเทววาจิกสรณคมน์ (ถึงพระพุทธและพระธรรมว่า  เป็นสรณะ)  ได้พระเกศธาตุไปบูชา   จึงหลีกไป  พ่อค้าทั้งสองนั้น  ได้เป็นอุบาสกก่อนผู้อื่น   

 

       ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังกรุงพาราณสี  ประกาศพระธรรมจักร     แล้วประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์โดยลำดับ  ตปุสสะและภัลลิยะจึงเข้าไปสู่พระนคร     ราชคฤห์  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วถวายบังคม  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่เขาทั้งสอง  ในพ่อค้าทั้งสองนั้น  ตปุสสะ  ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วได้เป็นอุบาสกอย่างเดียว  ส่วนภัลลิยะบวชแล้วได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖  สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-

 

                             ครั้งนั้น  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระนามว่า  สุมนะ ประทับอยู่ในพระนครตักกรา  เราได้ถือเอาผลไม้ชื่อ  วัลลิการะ  ถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ในกัปที่ ๓๐  แต่ภัทรกัปนี้  เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น  ด้วยการถวายผลไม้นั้น  เราไม่รู้จักทุคติเลย  นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯลฯ  คำสอนของพระพุทธเจ้า  เราได้ทำสำเร็จแล้ว  ดังนี้

 

ปุณณมันตานีปุตตเถระ

 

                 พระเถระนี้  เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล  กรุงหงสาวดี  ก่อนกว่าการเสด็จอุบัติของพระทศพล  พระนามว่า  ปทุมุตตระ  ถึงความเป็นผู้รู้โดยลำดับ  เมื่อพระบรม-ศาสดาเสด็จอุบัติขึ้นในโลก  ไปสู่วิหารพร้อมกับมหาชน  ในเวลาแสดงธรรมของพระ-พุทธเจ้าทั้งหลาย  นั่งท้ายบริษัท  ฟังธรรมอยู่  เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุผู้เป็นพระธรรมกถึกทั้งหลาย  คิดว่าในอนาคตกาล  แม้เราก็ควรเป็นอย่างภิกษุรูปนี้  ในเวลาจบเทศนา  เมื่อบริษัทเลิกประชุมกันแล้ว  เข้าไปเฝ้าพระศาสดา  ทูลอาราธนาแล้วกระทำมหาสักการะ  แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ด้วยก่อสร้างอธิการนี้  ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น  แต่ในอนาคตกาล  ขอให้ข้าพระองค์  พึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึกในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง  เหมือนอย่างภิกษุรูปนั้น  ที่พระองค์ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระธรรมกถึก  ในสุดท้ายของวันที่ ๘  ดังนี้แล้ว    ตั้งความปรารถนาไว้

 

                   พระบรมศาสดาทรงตรวจดูอนาคตกาล  ทรงเห็นความสำเร็จแห่งความปรารถนาของเขา  จึงทรงพยากรณ์ว่า  ในที่สุดแห่งแสนกัป  ในอนาคตกาล  พระพุทธเจ้า    พระนามว่า  โคตมะ  จักเสด็จอุบัติ  เธอบวชในศาสนาของพระองค์แล้ว  จักเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย  ฝ่ายธรรมกถึก  ดังนี้

 

                   เขาทำคุณงามความดีอยู่ในมนุษยโลกจนตลอดชีวิต  จุติจากมนุษยโลกแล้ว  สั่งสมบุญและญาณสมภารอีกแสนกัป  ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ครั้นถึงศาสนาแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย  บังเกิดเป็นหลานชายของพระอัญญา-โกณฑัญญเถระ  ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล  ในหมู่บ้านพราหมณ์นามว่า  โทณวัตถุ  ไม่ไกลจากพระนครกบิลพัสดุ์  คนทั้งหลายได้ขนานนามเขาว่า  ปุณณะ

 

                   เมื่อพระบรมศาสดาตรัสรู้อภิสัมโพธิญาณ  ทรงประกาศธรรมจักรอันประ-           เสริฐ  เสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์โดยลำดับ  ทรงเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์นั้นประทับอยู่     ปุณณมาณพบวชในสำนักของพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ได้อุปสมบทแล้ว  กระทำบุพกิจหมดทุกอย่างแล้ว  ขวนขวายความเพียร  ยังกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดแล้ว  คิดว่าเราจักไปสู่สำนักของพระทศพล  แล้วได้ไปยังสำนักของพระศาสดา  พร้อมกับพระเถระผู้เป็นลุง  หยุดพักในที่ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์แล้ว  กระทำกรรมในโยนิโสมนสิการ  ขวนขวายวิปัสสนา  แล้วบรรลุพระอรหัต  ต่อกาลไม่นานเลย  สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้

 

                   เราเป็นพราหมณ์ผู้เล่าเรียน  ทรงจำมนต์  รู้จบไตรเพท  อันศิษย์ห้อมล้อมแล้ว  ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ผู้อุดมบุรุษ  พระมหามุนี  พระนามว่า  ปทุมุตตระ  ทรงรู้แจ้งโลก  ทรงรับเครื่องบูชาแล้ว  ทรงประกาศกรรมของเราโดยย่อ  เราได้ฟังธรรมนั้นแล้ว  ได้ถวายบังคมพระศาสดา  ประคองอัญชลี  มุ่งหน้าเฉพาะทิศทักษิณกลับไป  ครั้นได้ฟังธรรมโดยย่อแล้ว  แสดงได้โดยพิสดาร  ศิษย์ทั้งปวงพอใจ  ฟังคำของเราผู้กล่าวอยู่  บรรเทาทิฏฐิของตนแล้ว  ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า  เปรียบเหมือนเรา  แม้ฟังโดยย่อก็แสดงได้โดยพิสดารฉะนั้น  เราเป็นผู้ฉลาดในนัยแห่งพระอภิธรรม  เป็นผู้ฉลาดในความหมดจดแห่งกถาวัตถุ  ยังปวงชนให้รู้แจ้งแล้ว  เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่  ในกัปที่ ๕๐๐  แต่ภัทรกัปนี้  มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔  พระองค์  ผู้ปรากฏด้วยดี  ทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ  เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔  คุณพิเศษเหล่านี้  คือ  ปฏิสัมภิทา ๔  วิโมกข์ ๘  และอภิญญา ๖  เราทำให้แจ้งแล้ว  คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว  ดังนี้

 

                   กุลบุตรผู้บวชในสำนักของพระปุณณเถระนั้น  ได้มีประมาณ ๕๐๐ รูป  พระ-เถระสั่งสอนภิกษุแม้ทั้ง ๕๐๐ รูปเหล่านั้น  ด้วยกถาวัตถุ ๑๐  เพราะตัวท่านเองเป็นผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐  ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปเหล่านั้น  ตั้งอยู่ในโอวาทของท่านแล้ว  บรรลุพระอรหัต    ภิกษุเหล่านั้น  รู้ว่ากิจแห่งบรรพชิตของตนถึงที่สุดแล้ว  จึงพากันไปหาพระอุปัชฌาย์   กล่าวว่า  กิจของกระผมทั้งหลายถึงที่สุดแล้ว  ทั้งยังได้กถาวัตถุ ๑๐ อีกด้วย  บัดนี้เป็นโอกาสที่พวกกระผมจะเข้าเฝ้าพระทศพล

 

                 พระเถระฟังคำของภิกษุเหล่านั้นและคิดว่า  พระศาสดา  ทรงทราบข้อที่เราเป็นผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐  เราเมื่อแสดงธรรม  ก็แสดงไม่ละทิ้งกถาวัตถุ ๑๐ เลย  เมื่อเราไป  ภิกษุเหล่านี้แม้ทั้งหมด  จักห้อมล้อมเราไป  การเข้าไปเฝ้าพระทศพล  โดยระคนด้วยหมู่คณะอย่างนี้  ไม่สมควรแก่เราเลย  ภิกษุเหล่านี้จงไปเฝ้าก่อนเถิด  ดังนี้  กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า 

ท่านทั้งหลายจงล่วงหน้าไปเฝ้าพระตถาคตเจ้า  และจงถวายบังคมพระบาทของพระองค์  ตามคำของเราด้วย  แม้เราก็จักติดตามไป  ตามทางที่ท่านทั้งหลายไปแล้ว

 

                   พระเถระเหล่านั้น  แม้ทุกๆ  รูป  ล้วนเคยอยู่ในแคว้นอันเป็นชาติภูมิของพระทศพลทุกๆ  รูปล้วนมีปกติได้กถาวัตถุ ๑๐  รับโอวาทของพระอุปัชฌาย์ของตนๆ  แล้ว   ไหว้พระเถระ  เที่ยวจาริกไปโดยลำดับ  ล่วงทางประมาณ ๖๐ โยชน์  ตรงไปยังเชตวันมหาวิหาร ในกรุงราชคฤห์  ถวายบังคมพระบาทของพระทศพลแล้ว  นั่งลง  ณ ส่วนข้างหนึ่ง

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านั้น  ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ท่านทั้งหลายพออดทนได้หรือ  ดังนี้แล้ว  ตรัสถามว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็เธอทั้งหลาย  มาจากไหน  ครั้นเมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบถึงชาติภูมิแล้ว  จึงรับสั่งถามภิกษุผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาภิกษุผู้เป็นเพื่อนพรหมจารี  ผู้มีชาติภูมิอยู่ในถิ่นกำเนิดทั้งหลาย  ใครหนอที่ถูกยกย่องว่า  มีความปรารถนาน้อยด้วยตน  และบอกสอนความปรารถนาน้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย

 

                   แม้ภิกษุ  ก็พากันกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ท่านพระปุณณมันตานี-บุตร,  ท่านพระสารีบุตรฟังคำนั้นแล้ว  ได้มีความประสงค์จะพบพระเถระ (ปุณณะ)

 

                   ลำดับนั้น  พระศาสดา  เสด็จจากกรุงราชคฤห์  ไปยังพระนครสาวัตถีแล้ว  แม้พระปุณณเถระ  ทราบว่าพระศาสดาเสด็จมาในที่นั้น  แล้วไปด้วยคิดว่า  เราจักเฝ้าพระ-ศาสดาภายในพระคันกุฏีทีเดียว

 

                   พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระเถระ  พระเถระฟังธรรมแล้ว  ถวายบังคมพระทศพล  ไปสู่ป่าอันธวัน  เพื่อหลีกเร้น  

 

                   แม้พระสารีบุตรเถระ  ทราบการมาของพระปุณณเถระ  ไปจากสถานที่ซึ่งเคยมองดูอยู่เป็นประจำ  สบโอกาสแล้วจึงเข้าไปหาพระปุณณเถระ ผู้นั่งอยู่  ณ โคนต้นไม้  สนทนากับพระเถระแล้ว  จึงสอบถามถึงวิสุทธิกถา ๗ 

 

                   แม้พระเถระ  ก็พยากรณ์ปัญหาที่พระสารีบุตรนั้นถามแล้ว  แล้วยังจิตของ พระสารีบุตรให้ยินดีด้วยข้ออุปมา  ด้วยสถานที่ซึ่งจะนำไปถึงได้ด้วยรถ  ท่านทั้งสองนั้นต่างฝ่ายต่างชื่นชมภาษิตของกันและกัน

 

                   ในเวลาต่อมา  พระศาสดาประทับ  ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์  ทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้เป็นพระธรรมกถึกทั้งหลาย  ด้วยพระพุทธดำรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พระปุณณะเลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา  ผู้กล่าวธรรม 

 

วันหนึ่ง  ท่านพิจารณาถึงวิมุตติสมบัติของตน  เกิดปีติและโสมนัสว่า  เราและสัตว์เหล่าอื่นเป็นอันมาก  อาศัยพระบรมศาสดา  หลุดพ้นจากสังสารทุกข์แล้ว  การคบหาท่านผู้เป็นสัตบุรุษ  มีอุปการะมาก  ดังนี้  แล้วกล่าวคาถาที่ระบายกำลังของปีติออกไป  ด้วยสามารถแห่งอุทานว่า 

 

                   บุคคลควรสมาคมกับสัตบุรุษ  ผู้เป็นบัณฑิต  แจงประโยชน์เท่านั้น  เพราะธีรชนทั้งหลาย  เป็นผู้ไม่ประมาท  เห็นประจักษ์ด้วยปัญญา  ย่อมได้บรรลุถึงประโยชน์อย่างใหญ่  ประโยชน์อย่างลึกซึ้ง  เห็นได้ยาก  ละเอียด  สุขุม  ดังนี้

 

 

 

พระมหากัสสปเถระ

 

                   ในอดีตกาล  ปลายแสนกัป  พระศาสดาพระนามว่า  ปทุมุตตระ  อุบัติขึ้นในโลก  เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปอาศัยกรุงหงสาวดี  ประทับอยู่ในเขมมฤคทายวัน  กุฎุมพีนามว่า  เวเทหะ  มีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฎิ  บริโภคอาหารดีแต่เช้าตรู่  อธิษฐานองค์อุโบสถ  ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปพระวิหารบูชาพระศาสดา  ขณะนั้นพระศาสดาทรงสถาปนาสาวกองค์ที่ ๓  นามว่า  มหานิสภเถระ  ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นิสภะเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้สอนธุดงค์  อุบาสกฟังพระดำรัสนั้นแล้วเลื่อมใส  เวลาจบธรรมกถา  มหาชนลุกไปแล้ว  จึงถวายบังคมพระศาสดากราบทูลว่า  ขอ

พระองค์ทรงรับภิกษาของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้  พระศาสดาตรัสว่า  อุบาสก  ภิกษุสงฆ์มากนะ  อุบาสกทูลถามว่า  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ภิกษุสงฆ์มีประมาณเท่าไร  พระ-ศาสดาตรัสว่า  มีประมาณหกล้านแปดแสนองค์  อุบาสกกราบทูลว่า  ขอพระองค์จงรับภิกษา  แม้แต่สามเณรรูปเดียวก็อย่าเหลือไว้ในวิหาร  พระศาสดาทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ  อุบาสกจึงไปเรือนตระเตรียมมหาทาน  ในวันรุ่งขึ้น  ส่งให้คนไปกราบทูลเวลา   (ภัตตาหาร)  สู่พระศาสดา  พระศาสดาทรงถือบาตรและจีวร  มีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมไปยังเรือนของอุบาสก  ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาแต่งไว้ถวาย  เวลาเสร็จหลั่งน้ำทักษิโณทก    ทรงรับข้าวต้ม  เป็นต้น  ได้ทรงสละข้าวสวย  แม้อุบาสกก็นั่งอยู่ที่ใกล้พระศาสดา  คิดว่า  ต้องการอะไรด้วย สมบัติอื่นสำหรับเรา  เราจักการทำความปรารถนา  เพื่อต้องการความเป็นยอดของภิกษุทั้งหลาย  เป็นธุตวาทะในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต

 

                   อุบาสกแม้นั้นจึงนิมนต์พระศาสดาอีก  ถวายมหาทานทำนองนั้นถึง ๗ วัน  วันที่ ๗  ถวายไตรจีวรแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  แล้วหมอบกราบพระบาทของพระศาสดา  กราบทูลอย่างนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ด้วยเมตตากายกรรม  เมตตา-วจีกรรม  เมตตามโนกรรมของข้าพระองค์ผู้ถวายมหาทาน ๗ วัน  ข้าพระองค์จะปรารถนาสมบัติของเทวดา  หรือสมบัติของท้าวสักกะ  มาร  และพรหม  สักอย่างหนึ่งก็หาไม่  ก็กรรมของข้าพระองค์นี้  จงเป็นปัจจัยแก่ความเป็นยอดของภิกษุผู้ทรงธุดงค์ ๑๓  เพื่อต้องการถึงตำแหน่งที่พระมหานิสภเถระถึงแล้ว  ในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต  พระศาสดาทรงตรวจว่า  ที่อุบาสกนี้ปรารถนาตำแหน่งใหญ่  จักสำเร็จหรือไม่     ทรงเห็นว่า  สำเร็จ  จึงตรัสว่า  ท่านปรารถนาอัครฐานอันใหญ่โต  พระพุทธเจ้าพระนามว่า  โคดม  จักอุบัติขึ้นในที่สุดแสนกัปในอนาคต  ท่านจักเป็นพระสาวกที่ ๓  ของพระ-         โคดมพุทธเจ้านั้น  ชื่อว่า  มหากัสสปเถระ

 

                   จำเดิมแต่นั้น  เขาเสวยสมบัติทั้งในเทวดาและมนุษย์  ในกัปที่ ๙๑  แต่ภัทรกัปนี้  เมื่อพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอาศัยกรุงพันธุมดี  ประทับอยู่ในมฤคทายวันอันเกษม  ก็จุติจากเทวโลกไปเกิดในตระกูลพราหมณ์เก่าแก่ตระกูลหนึ่ง

 

                   ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามวิปัสสี  ตรัสพระธรรมเทศนาทุกๆ ปีที่ ๗  

เมื่อพราหมณ์นั่งฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท  ปีติ ๕ ประการเกิดขึ้นเต็มทั่วสรีระ ในปฐมยามนั่นเอง  พราหมณ์นั้นดึงผ้าที่ตนห่มออกมาคิดว่า  จักถวายพระทศพล  ครั้งนั้น  ความตระหนี่ชี้โทษถึงพันประการเกิดขึ้นแก่พราหมณ์นั้นว่า  พราหมณีกับเรามีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้น  ผ้าห่มผืนอื่นไรๆ  ไม่มี  ก็ธรรมดาว่าไม่ห่มผ้าก็ออกไปข้างนอกไม่ได้  จึงตกลงใจไม่ต้องการถวายโดยประการทั้งปวง  ครั้นเมื่อปฐมยามล่วงไป  ปีติเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละเกิดขึ้นแก่พราหมณ์นั้น  แม้ในมัชฌิมยาม  พราหมณ์คิดเหมือนอย่างนั้น  แล้วไม่ได้ถวายเหมือนเช่นนั้น  ครั้นเมื่อมัชฌิมยามล่วงไป  ปีติเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละเกิดขึ้นแก่พราหมณ์นั้น  แม้ในปัจฉิมยาม  พราหมณ์นั้นคิดว่า  เป็นไรเป็นกัน  ค่อยรู้กันทีหลัง  ดังนี้ แล้วดึงผ้ามาวางแทบพระบาทพระบรมศาสดา  ต่อแต่นั้นก็งอมือซ้ายเอามือขวาตบลง ๓ ครั้ง  แล้วบันลือขึ้น ๓  วาระว่า  ชิต  เม  ชิต  เม  ชิต  เม  ( เราชนะแล้วๆ) 

 

       พระราชารับสั่งให้ส่งผ้าคู่หนึ่งไปพระราชทาน  จึงได้ถวายผ้าคู่แม้คู่นั้นแด่ พระทศพล  พระราชาจึงรับสั่งให้ส่งผ้าคู่ ๒  ชุดแม้อื่นไปพระราชทาน  พราหมณ์นั้นได้ถวายผ้าคู่ ๒  ชุดแม้นั้น  พระราชาทรงส่งผ้าคู่ ๔  ชุดแม้อื่นไปพระราชทาน  ทรงส่งไปพระราชทานถึง ๓๒  คู่  ด้วยประการอย่างนี้  ลำดับนั้น  พราหมณ์คิดว่า  การทำดังนี้เป็นเหมือนให้เพิ่มขึ้นแล้วจึงจะรับเอา  จึงถือเอาผ้า ๒ คู่  คือ  เพื่อประโยชน์แก่ตนคู่ ๑  เพื่อนางพราหมณีคู่ ๑  แล้วถวายเฉพาะพระทศพล ๓๐ คู่  จำเดิมแต่นั้น  พราหมณ์ก็ได้เป็นผู้สนิทสนมกับพระบรมศาสดา  ครั้นวันหนึ่งพระราชาทรงสดับธรรมในสำนักของพระ-บรมศาสดาในฤดูหนาว  ได้พระราชทานผ้ากัมพลแดงสำหรับห่มส่วนพระองค์  มีมูลค่าพันหนึ่งกะพราหมณ์  แล้วรับสั่งว่า  จำเดิมแต่นี้ไป  ท่านจงห่มผ้ากัมพลแดงผืนนี้ฟังธรรม  พราหมณ์นั้นคิดว่า  เราจะประโยชน์อะไรกับผ้ากัมพลแดงนี้  ที่จะน้อมนำเข้าไปในกายอันเปื่อยเน่านี้  จึงได้ทำเป็นเพดานเหนือเตียงของพระตถาคตในภายในพระคันธกุฏีแล้วก็ไป

 

                   วันหนึ่ง  พระราชาเสด็จไปพระวิหารแต่เช้าตรู่  ประทับนั่งในที่ใกล้พระบรมศาสดาในพระคันธกุฏี

                   ก็ในขณะนั้น  พระพุทธรัศมีมีพรรณ ๖ ประการ  กระทบที่ผ้ากัมพล  ผ้ากัมพลก็บรรเจิดจ้าขึ้น  พระราชาทอดพระเนตรเห็นก็จำได้  จึงกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ผ้ากัมพลผืนนี้ของข้าพระองค์ๆ  ให้เอกสาฎกพราหมณ์  พระศาสดาตรัสว่า  มหาบพิตร  พระองค์บูชาพราหมณ์  พราหมณ์บูชาอาตมภาพ  พระราชาทรงเลื่อมใสว่า  พราหมณ์รู้สิ่งที่เหมาะที่ควร  เราไม่รู้  จึงพระราชทานสิ่งที่เป็นของเกื้อกูลแก่มนุษย์ทุกอย่างๆ ละ ๘ ชนิด  ๘ ครั้ง  ให้เป็นของประทานชื่อว่า  สัพพัฏฐกทาน  แล้วทรงตั้งให้เป็นปุโรหิต  พราหมณ์นั้นคิดว่า  ชื่อว่าของ ๘ ชนิด  ๘ ครั้ง  ก็เป็น ๖๔  ชนิด  จึงสลากภัต ๖๔ ที่  ให้ทานรักษาศีลตลอดชีวิต  จุติจากชาตินั้นไปเกิดในสวรรค์  จุติจากสวรรค์กลับมาเกิดในเรือนของกุฏุมพี  ในกรุงพาราณสี  ในระหว่างกาลของพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์  คือ  พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าโกนาคมน์  และพระกัสสปทศพล

 

                   ในกัปนี้  เขาเจริญวัยก็แต่งงานมีเหย้าเรือน  เมื่อคนทั้งสองนั้นอยู่ในพรหมโลกนั้น พระศาสดาของเราทั้งหลายอุบัติขึ้นในโลก ประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ         เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์โดยลำดับ  เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์นั้น           ปิบผลิมาณพนี้  บังเกิดในท้องภรรยาหลวงของกบิลพราหมณ์ในพราหมณคาม  ชื่อ  มหา-ติตถะ  ในมคธรัฐ,  นางภัททากาปิลานี  นี้บังเกิดในท้องของภรรยาหลวงของพราหมณ์โกลิยโคตร  ในสาคลนคร  ในมคธรัฐ  ชนทั้งสองนั้นเติบโตขึ้นโดยลำดับ  เมื่อนางภัททามีอายุถึงปีที่ ๑๖,  ในปีที่ ๒๐ ของปิบผลิมาณพ  บิดามารดาแค่นได้อย่างหนักว่า  เจ้าก็เติบโตแล้ว  ธรรมดาว่าตระกูลวงศ์จำต้องให้ดำรงอยู่  มาณพกล่าวว่า  จะปฏิบัติตราบเท่าที่ท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่  ต่อเมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว  ลูกจักบวช  บิดามารดาให้เวลาล่วงเลยไป ๒ - ๓ วันก็กล่าวอีก  แม้มาณพนั้นก็ปฏิเสธเหมือนเดิมนั้น  ตั้งแต่นั้นมารดาได้กล่าว  (ถึงการแต่งงาน)  อยู่เรื่อย ๆ 

                   มาณพคิดว่า  เราจะยังมารดาให้ยินยอม  จึงเอาทองคำสีสุกปลั่งพันลิ่ม  ให้ช่างทองทำรูปหญิงคนหนึ่ง  ในเวลาเสร็จงานมีการขัดและบุบเป็นต้นซึ่งรูปหญิงนั้น  จึงให้รูปหญิงนั้นนุ่งผ้าแดงประดับด้วยดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วยสี  และเครื่องประดับต่างๆ แล้วให้เรียกมารดามาพูดว่า  เมื่อลูกได้อารมณ์เห็นปานนี้จึงจะแต่งงาน  ถ้าไม่ได้จักไม่แต่ง   นางพราหมณีเป็นคนมีปัญญาจึงคิดว่า  บุตรของเราเป็นผู้มีบุญ  ให้ทานไว้แล้ว  สร้างอภินิหารไว้แล้ว  เมื่อจะกระทำบุญคงจะไม่ทำคนเดียว  หญิงผู้ทำบุญร่วมกับบุตรของเรานี้   จักมีส่วนเปรียบด้วยทองคำแน่แท้  จึงให้เรียกพราหมณ์ ๘ คนมา  ให้ยกรูปทองคำขึ้นตั้งบนรถแล้วสั่งว่า  จงพากันไป  เมื่อพบเห็นทาริกาเห็นปาน (ดังรูปทอง)  นี้  ในตระกูลที่เสมอกันกับเราโดยชาติ  โคตรและโภคทรัพย์  ในที่ใด  จงให้รูปทองนี้เป็นบรรณการในที่นั้น

 

                   พราหมณ์เหล่านั้นพากันออกไปด้วยตระหนักว่า  นี้เป็นกิจพวกเรา  จึงตกลงกันว่า  ธรรมดามัททรัฐเป็นบ่อเกิดแห่งสตรี  จึงได้ไปยังสาคลนครในมัททรัฐ  ครั้งนั้น   แม่นมของนางภัททา  เห็นรูปทองเข้าก็เกิดความเข้าใจว่า  เป็นธิดาแห่งแม่เจ้า  ก็นางนี้  แม้จะเป็นผู้รับผ้านุ่งของธิดาแห่งแม่เจ้าของเรา  ก็ยังไม่เหมาะสม  พวกมนุษย์เหล่านั้นพากันห้อมล้อมนางแล้วถามว่า  ธิดาแห่งเจ้านายของท่านเห็นปานนี้ไหม  หญิงแม่นมพูดว่า  ธิดาแห่งแม่เจ้าของเรางามยิ่งกว่านางนี้ร้อยเท่า  พันเท่า  เมื่อเธอนั่งอยู่ในห้องประมาณ ๑๒ ศอก  กิจด้วยดวงประทีปไม่มี  เธอขจัดความมืดด้วยแสงสว่างจากสรีระนั่นแหละ  พวกมนุษย์เหล่านั้นกล่าวว่า  ถ้าอย่างนั้น  จงมากันเถอะ  แล้วถือเครื่องบูชา  ยกรูปทองคำขึ้นบนรถ  แล้วหยุดอยู่ที่ประตูบ้านของพราหมณ์โกสิยโคตร  แจ้งให้ทราบถึงการมา

 

                   พราหมณ์ทำปฏิสันถารแล้วถามว่า  พวกท่านมาจากไหน ?  ชนเหล่านั้นตอบว่า  มาจากเรือนของกบิลพราหมณ์  ในมคธรัฐ  พราหมณ์ถาม  มาเพราะเหตุไร  ?  ชนเหล่า นั้นตอบ  เพราะเหตุชื่อนี้  พราหมณ์กล่าวว่า  พราหมณ์ของพวกเรามีชาติ  โคตร  และทรัพย์สมบัติเสมอกัน  เราจักให้ทาริกา (ลูกสาว)  ดังนี้แล้วก็รับเครื่องบรรณาการ  ชนเหล่านั้นส่งข่าวแก่กบิลพราหมณ์ว่า  ได้ทาริกาแล้ว  ท่านจงทำสิ่งที่จะต้องทำ  กบิล-พราหมณ์ได้สดับข่าวนั้นแล้ว  จึงบอกแก่ปิบผลิมาณพว่า  ได้ทาริกาแล้ว,  มาณพคิดว่า  เราคิดว่าจักไม่ได้,  เราไม่มีความต้องการ  จักส่งหนังสือไป (ให้รู้)  แล้วไปในที่ลับเขียนหนังสือว่า  แม่ภัททาจงได้คู่ครองเรือนอันสมควรแก่ชาติ  โคตร  และทรัพย์สมบัติของตน  เราจักออกบวช  จะได้ไม่เดือดร้อนในภายหลัง  แม้นางภัททาได้ฟังว่า  เขาใคร่จะให้เราแก่คนโน้น  จึงไปในที่ลับเขียนหนังสือว่า  ลูกเจ้าจงได้คู่ครองเรือนอันสมควรแก่ชาติ  โคตร  และทรัพย์สมบัติของตน  เราจักออกบวช  จะได้ไม่เดือดร้อนในภายหลัง  หนังสือทั้งสองฉบับมาประจวบกันในระหว่างทาง  ชนเหล่านั้นเมื่อถูกฝ่ายนางภัททาถามว่า  นี้หนังสือของใคร  ก็กล่าวว่า  ปิบผลิมาณพส่งให้นางภัททา  และเมื่อถูกฝ่ายปิบผลิมาณพถามว่า  นี้ของใคร   ก็กล่าวว่า  นางภัททาส่งให้ปิบผลิมาณพ  จึงพากันอ่านหนังสือ  แม้ทั้งสองฉบับแล้วกล่าวว่า  ท่านทั้งหลายจงดูการกระทำของเด็กๆ  แล้วฉีกทิ้งไปในป่า  เขียนหนังสืออันมีข้อความเสมอกันส่งไปให้คนทั้งสองนั้น  ทั้งฝ่ายนี้และฝ่ายโน้น  ดังนั้นคนทั้งสองนั้นไม่ปรารถนาเลย  ก็ได้มา (อยู่)  รวมกัน

 

                   ในวันนี้  แม้มาณพก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้  แม้นางภัททากาปิลานีก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้  คนแม้ทั้งสองบริโภคอาหารเย็นแล้ว  วางพวงดอกไม้เหล่านั้นไว้กลางที่นอน  มาพร้อมกันด้วยหวังใจว่าจักขึ้นที่นอน  มาณพขึ้นที่นอนทางด้านขวา  นางภัททาขึ้นที่นอนทางด้านซ้ายแล้วกล่าวว่า  ดอกไม้ในด้านของคนใดเหี่ยว  พวกเราจักรู้ได้ว่า  ราคจิตเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้นั้น  เพราะเหตุนั้น  พวงดอกไม้นี้เราจึงไม่แตะต้อง    ก็คนทั้งสองนั้นนอนไม่หลับตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม  เพราะกลัวจะถูกตัวของกันและกัน   จนราตรีล่วงไป  อนึ่ง ในเวลากลางวันก็ไม่มีแม้สักว่าการยิ้มหัว  คนทั้งสองนั้นไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องโลกามิส  ไม่จัดการทรัพย์สมบัติตราบเท่าที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่     เมื่อบิดามารดากระทำกาลกิริยาไปแล้วจึงจัดการ

 

       คนทั้งสองนั้นให้นำผ้ากาสายะและบาตรดินมาจากตลาด  ต่างปลงผมให้กันและกัน  กล่าวว่า  การบวชของเราทั้งสองอุทิศพระอรหันต์ในโลก  แล้วสอดบาตรลงในถุงคล้องที่ไหล่ลงจากปราสาท  บรรดาทาสหรือกรรมกรทั้งหลายในเรือน  ใครๆ  จำไม่ได้

 

                   แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งในพระคันธกุฎี  ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร     ได้สดับเสียงแผ่นดินไหว  จึงทรงพระรำพึงว่า  แผ่นดินไหวเพื่อใครหนอ  ทรงทราบว่า   ปิบผลิมาณพ  และนางภัททากาปิลานี  ละสมบัติอันนับไม่ได้แล้วบวชอุทิศเรา  แผ่นดิน ไหวนี้เกิดด้วยกำลังแห่งคุณของตนแม้ทั้งสอง  ในตอนที่คนทั้งสองนั้นแยกทางกัน  แม้เราก็ควรทำการสงเคราะห์คนทั้งสองนี้  จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎีลำพังพระองค์เอง     ทรงถือบาตรและจีวร  ไม่ตรัสเรียกใครๆ  ในบรรดาพระมหาสาวก ๘๐ องค์  เสด็จไปต้อนรับสิ้นทาง ๓ คาวุต  ประทับนั่งขัดสมาธิที่โคนต้นพหุปุตตกนิโครธ  ระหว่างกรุง-     ราชคฤห์กับเมืองนาลันทา  ก็เมื่อประทับนั่ง  มิได้ประทับนั่งเหมือนพระผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตรรูปหนึ่ง  ทรงถือเพศเป็นพระพุทธเจ้า  ประทับนั่งเปล่งพระรัศมีทึบประมาณ ๘๐  ศอก 

ในขณะนั้น  พระพุทธรัศมีมีประมาณเท่าร่มใบไม้  ล้อรถ  แลเรือนยอด  เป็นต้น  วิ่งฉวัด-เฉวียนไปรอบด้าน  ทำให้เหมือนเวลาพระจันทร์และพระอาทิตย์ขึ้นเป็นพันๆ  ดวง  ได้ทำชายป่านั้นให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน  พื้นท้องฟ้าประหนึ่งระยิบระยับด้วยหมู่ดาว    เรืองรองด้วยพระสิริแห่งพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ  ชายป่ารุ่งโรจน์ดุจน้ำที่มีดอกบัวบานสะพรั่ง  ธรรมดาต้นนิโครธมีลำต้นขาว  มีใบเขียว  ผลสุกแดง  แต่วันนั้นต้น-นิโครธกลับมีกิ่งขาว  มีสีเหมือนทอง

 

                   พระมหากัสสปเถระคิดว่า  ท่านผู้นี้จักเป็นพระศาสดาของเรา  เราบวชอุทิศพระศาสดาพระองค์นี้  ดังนี้  จำเดิมแต่ที่ที่มองเห็น  ได้น้อมกายเดินไป  ไหว้ในที่ ๓  แห่ง  แล้วกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์  ข้าพระองค์เป็นสาวก  ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพระมหากัสสปเถระว่า          ดูก่อนกัสสป  ถ้าเธอจะพึงทำการนบนอบนี้ไว้ในมหาปฐพีไซร้  แม้มหาปฐพีนั้นก็ไม่อาจรองรับเอาไว้ได้  การนบนอบที่เธอกระทำ  ย่อมไม่อาจทำแม้ขนของเราให้สั่น  เพราะตถาคตมีคุณใหญ่หลวงอย่างนี้  นั่งลงเถอะกัสสป  เราจะให้ทรัพย์อันเป็นมรดกแก่เธอ     ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ได้ประทานอุปสมบทแก่พระมหากัสสปเถระด้วยโอวาท    ประการ  ครั้นประทานแล้วก็เสด็จออกจากโคนต้นพหุปุตตกนิโครธ  เสด็จเดินทางมีพระเถระเป็นปัจฉาสมณะ  พระสรีระของพระศาสดาตระการตาด้วยพระมหาปุริส-ลักษณะ ๓๒ ประการ  สรีระของพระมหากัสสปประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๗ ประการ     พระมหากัสสปนั้นเดินตามเสด็จพระศาสดา  เหมือนเรือพ่วงไปตามเรือใหญ่สีทองฉะนั้น  พระศาสดาเสด็จเดินทางไปหน่อยหนึ่งแล้วแวะลง (ข้างทาง)  แสดงอาการจะประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง  พระเถระรู้ว่า  พระศาสดามีพระประสงค์จะประทับนั่ง  จึงกระทำสังฆาฏิอันเป็นผ้าเก่าที่ตนห่มให้เป็น ๔ ชั้น  ปูลาดถวาย

 

                   พระศาสดาประทับนั่งบนผ้าสังฆาฏินั้นแล้ว  เอาพระหัตถ์ลูบคลำเนื้อผ้า  ตรัสว่า  กัสสป  สังฆาฏิอันทำด้วยผ้าเก่าผืนนี้ของเธอนุ่มดี  พระเถระรู้ว่า  พระศาสดาตรัสถึงสังฆาฏิของเรานุ่ม  คงจักประสงค์จะห่ม  จึงกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ขอพระผู้-มีพระภาคเจ้าทรงห่มสังฆาฏิเถิด  พระศาสดาตรัสว่า  กัสสป  เธอจะห่มอะไร  พระเถระกราบทูลว่า  ข้าพระองค์ได้ผ้านุ่งของพระองค์  จึงจักห่ม  พระศาสดาตรัสว่า  กัสสป  ก็เธอจักอาจทรงผ้าบังสุกุลที่ใช้จนเก่าผืนนี้อย่างนี้ได้หรือ  ด้วยว่ามหาปฐพีได้ไหวจนถึงน้ำรอง

แผ่นดิน  ในวันที่เราซักผ้าบังสุกุลผืนนี้  ธรรมดาว่าจีวรที่เก่าเพราะใช้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้  ถึงเก่าแล้วคนที่มีคุณนิดหน่อยไม่อาจครองได้  จีวรเก่าดังกล่าวนี้  อันบุคคลผู้อาจสามารถในการบำเพ็ญข้อปฏิบัติ  ผู้ถือผ้าบังสุกุลมาแต่เดิมจึงจะควรรับเอา  แล้วทรงเปลี่ยนจีวรกับพระเถระ

 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปลี่ยนจีวรอย่างนี้แล้ว  ทรงห่มจีวรที่พระเถระห่มแล้ว   พระเถระห่มจีวรของพระศาสดา  ในสมัยนั้นมหาปฐพีนี้แม้ไม่มีจิตใจก็ไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดินเหมือนจะกล่าวว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พระองค์ทรงทำสิ่งที่ทำได้ยาก  จีวรที่พระองค์ห่มแล้ว  ชื่อว่าเคยได้ประทานแก่พระสาวกไม่มี  (คือไม่เคยมีการประทานจีวรที่ทรงห่มแล้วแก่สาวก)  ข้าพระองค์ไม่อาจรองรับคุณของพระองค์ได้  แม้พระเถระก็มิได้กระทำเหย่อหยิ่งว่า  เดี๋ยวนี้เราได้จีวรสำหรับใช้สอยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  สิ่งที่เราจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปในบัดนี้ยังจะมีอยู่หรือ  จึงได้สมาทานธุดงค์คุณ ๑๓ ข้อในสำนักของพระพุทธเจ้า  เป็นปุถุชนเพียง ๗ วัน  ในอรุณที่ ๘ ได้บรรลุพระอรหัต 

 

            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  กัสสปเปรียบเหมือนพระจันทร์เข้าไปสู่ตระกูลทั้งหลาย  หลีกกาย  หลีกใจจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  เป็นผู้ใหม่อยู่เสมอ  ไม่คะนองในตระกูลทั้งหลาย   ครั้นมาภายหลัง  จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้วยพระ-ดำรัสว่า  มหากัสสปเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้ถือธุดงค์และสอนเรื่องธุดงค์