สภิยปริพาชก  สภิยสูตร

 

                   สภิยปริพาชกถือปฏิสนธิในท้องของนางปริพาชิกาคนหนึ่ง  นางปริพาชิกานั้นเป็นธิดาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง  มารดาบิดาจึงได้มอบธิดานั้นให้แก่ปริพาชกคนหนึ่ง  ด้วยตั้งใจว่า  ขอธิดาของเราจงรู้เรื่องลัทธิอื่นเถิด  ลำดับนั้น  ปริพาชกอีกคนหนึ่งปฏิบัติผิดกับนาง  นางตั้งครรภ์กับปริพาชกนั้น  เมื่อปริพาชกทั้งหลายเห็นนางมีครรภ์จึงได้ไล่นางออกไป  นางไปในที่อื่นแล้วคลอดบุตรที่หอประชุมในระหว่างทาง  ด้วยเหตุนั้น  กุมารนั้นจึงได้นามว่า  สภิยะ  เกิดที่หอประชุม

 

                   สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ พระวิหารเวฬุวัน  กลันทกนิวาป- สถาน  ใกล้พระนครราชคฤห์  ก็สมัยนั้น  สุทธาวาสพรหมผู้เป็นสหายกันในกาลก่อน  ได้รำลึกถึงผู้ร่วมบำเพ็ญสมณธรรมและสหายเหล่านั้น  ในกาลแห่งศาสนาของพระผู้มีพระ-ภาคเจ้า  พระนามว่า  กัสสปะ  จึงแต่งปัญหา ๒๐ ข้อ  แล้วมายังอาศรมของสภิยปริพาชก  พรหมได้กล่าวกะสภิยปริพาชกว่า  ดูก่อนสภิยะ  เรานำปัญาหา ๒๐ ข้อมาเพื่อท่าน  ท่านจงเรียนปัญหาเหล่านั้น  สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใด  ถูกท่านถามปัญหาเหล่านี้แล้วพยากรณ์ได้  ท่านพึงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้นเถิด   

 

                   ลำดับนั้น  สภิยปริพาชกได้เรียนปัญหาเหล่านั้นตามลำดับบท  ด้วยการกล่าวครั้งเดียวเท่านั้น  ครั้งนั้นพรหมแม้รู้อยู่ก็ยังไม่บอกว่า  พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วแก่   สภิยะนั้น  ด้วยความประสงค์ว่า  สภิยปริพาชกเมื่อแสวงหาประโยชน์  จักรู้จักพระศาสดาด้วยตนเอง  และความที่ภายนอกศาสนานี้ว่างจากสมณพราหมณ์  ดังนี้  สภิยปริพาชกเข้าไปหาสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นเจ้าหมู่  เจ้าคณะ  เป็นคณาจารย์  มีชื่อเสียง  มีเกียรติยศ  เป็นเจ้าลัทธิ  อันชนส่วนมากยกย่องว่าดี  คือ  ปูรณกัสสป  มักขลิโคสาล  อชิตเกสกัมพล  ปกุทธกัจจายนะ  สัญชัยเวลัฏฐบุตร  นิครนถ์นาฏบุตร  แล้วจึงถามปัญหาเหล่านั้น  สมณพราหมณ์เหล่านั้นอันสภิยปริพาชกถามปัญหาแล้ว  แก้ไม่ได้  เมื่อแก้ไม่ได้ย่อมแสดงความโกรธ  ความขัดเคือง  และความไม่พอใจให้ปรากฏ  ทั้งยังกลับถามสภิยปริพาชกอีก

 

 

 

                   ครั้งนั้น  สภิยปริพาชกมีความดำริว่า  ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปเฝ้าพระสมณ-    โคดม  แล้วทูลถามปัญหาเหล่านี้เถิด

 

                   ลำดับนั้น  สภิยปริพาชกมีความดำริว่า  ท่านสมณพราหมณ์ทั้งหลาย  เป็นผู้เก่าแก่  เป็นผู้ใหญ่  ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ  เป็นผู้เฒ่า  รู้ราตรีนาน  บวชมานาน  ถูกเราถามปัญหาแล้วแก้ไม่ได้  ส่วนพระสมณโคดม  ถูกเราถามเแล้วจักพยากรณ์ในปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร  เพราะพระสมณโคดมยังเป็นหนุ่มโดยพระชาติ  ทั้งยังเป็นผู้ใหม่โดยบรรพชา

 

                   ลำดับนั้น  สภิยปริพาชกมีความดำริอีกว่า  อันพระสมณโคดมนั้นเราไม่ควรดู-หมิ่นดูแคลนว่า  ยังเป็นหนุ่ม  ถึงหากว่าพระสมณโคดมจะยังเป็นหนุ่ม  แต่ท่านก็เป็นผู้มีฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมาก  ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม  แล้วทูลถามปัญหาเหล่านี้  สภิยปริพาชกได้หลีกจาริกจากเมืองโน้นมาเมืองนี้โดยลำดับสิ้นทาง ๗๗ โยชน์  จนมาถึงพระนครราชคฤห์  ครั้นแล้วได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังพระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน  ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว  ได้กราบทูลพระผู้มี-พระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า

 

ข้าพระองค์ผู้มีความสงสัย  มีความเคลือบแคลง  มาหวังจะทูลถามปัญหา  พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามปัญหาแล้ว  ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ตามลำดับปัญหา  ให้สมควรแก่ธรรมเถิด

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

 

ดูก่อนสภิยะ  ท่านมาแต่ไกลหวังจะถามปัญหา  เราอันท่านถามปัญหาแล้ว  จะกระทำที่สุดแห่งปัญหาเหล่านั้น  จะพยา-กรณ์แก่ท่านตามลำดับปัญหา  ให้สมควรแก่ธรรม  ดูก่อนสภิยะ  ท่านปรารถนาปัญหาข้อใดข้อหนึ่งในใจ  ก็เชิญถามเราเถิด  เราจะพยากรณ์ทำที่สุดเฉพาะปัญหานั้นๆ  แก่ท่าน

                   ลำดับนั้น  สภิยปริพาชกดำริว่า  น่าอัศจรรย์จริงหนอ  ไม่เคยมีมาเลยหนอ    เราไม่ได้แม้เพียงการให้โอกาสในสมณพราหมณ์เหล่าอื่นเลย  พระสมณโคดมได้ทรงให้โอกาสนี้แก่เราแล้ว  สภิยปริพาชกมีใจชื่นชม  เบิกบาน  เฟื่องฟู  เกิดปีติโสมนัส  ได้กราบทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

 

                   บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไรว่า  เป็นภิกษุ,  กล่าวบุคคลว่า  ผู้สงบเสงี่ยม  ด้วยอาการอย่างไร,  กล่าวบุคคลว่า  ผู้ฝึกตนแล้วอย่างไร,  และอย่างไรบัณฑิตจึงกล่าวบุคคลว่า  ผู้รู้,  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว  ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า  ดูก่อนสภิยะ

 

                   ผู้ใดถึงความดับกิเลสด้วยมรรคที่ตนอบรมแล้ว  ข้ามความสงสัยเสียได้  ละความไม่เป็นและความเป็นได้เด็ดขาด  อยู่จบพรหมจรรย์  มีภพใหม่สิ้นแล้ว  ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า  เป็นภิกษุ

 

                   ผู้ใดวางเฉยในอารมณ์ มีรูป เป็นต้นทั้งหมด  มีสติ    ไม่เบียดเบียนสัตว์ในโลกทั้งปวง  ข้ามโอฆะได้แล้ว  เป็นผู้สงบ  ไม่

ขุ่นมัว  ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น  ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า  ผู้สงบเสงี่ยม

 

                   ผู้ใดอบรมอินทรีย์แล้ว  แทงตลอดโลกนี้และโลกอื่น  ทั้งภายใน  ทั้งภายนอก  ในโลกทั้งปวง  รอเวลาสิ้นชีวิตอยู่  อบรมตนแล้ว  ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า  ผู้ฝึกตนแล้ว

 

                   ผู้พิจารณาทั้งสองอย่าง  คือ  จุติและอุบัติ  ตลอดกัปทั้งสิ้นแล้ว  ปราศจากธุลี  ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน  ผู้หมดจด  ถึงความสิ้นไปแห่งชาติ  ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า  ผู้รู้

                   ลำดับนั้น  สภิยปริพาชก  ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว   มีใจชื่นชม  เบิกบาน  เฟื่องฟู  เกิดปีติโสมนัส  ได้ทูลถามปัญหาข้อต่อไปกะพระผู้มีพระ-ภาคเจ้าว่า

 

                   บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไรว่า  เป็นพราหมณ์,  กล่าวบุคคลว่า  เป็นสมณะ  ด้วยอาการอย่างไร,  กล่าวบุคคลผู้ล้างบาปอย่างไร  และอย่างไรบัณฑิตจึงกล่าวบุคคลว่า  เป็นนาค  (ผู้ประเสริฐ)  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว  ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า

 

                   ผู้ใดลอยบาปทั้งหมดแล้ว  เป็นผู้ปราศจากมลทิน  มีจิตตั้งมั่นดี  ดำรงตนมั่น  ก้าวล่วงสังสารได้แล้ว  เป็นผู้สำเร็จกิจ (เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยคุณมีศีล เป็นต้น)  ผู้นั้นอันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว  เป็นผู้คงที่  บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นพราหมณ์

 

                   ผู้ใดมีกิเลสสงบแล้ว  ละบุญและบาปได้แล้ว  ปราศจากกิเลสธุลี  รู้โลกนี้และโลกหน้าแล้ว  ล่วงชาติและมรณะได้  ผู้คงที่เห็นปานนั้น  บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นสมณะ

 

                   ผู้ใดล้างบาปได้หมดในโลกทั้งปวง  คือ  อายตนะภาย- ในและภายนอกแล้ว  ย่อมไม่มาสู่กัปในเทวดาและมนุษย์  ผู้สมควร  ผู้นั้น  บัณฑิตกล่าวว่า  ผู้ล้างบาป

 

                   ผู้ใดไม่กระทำบาปอะไร ๆ  ในโลก  สลัดออกซึ่งธรรมเป็นเครื่องประกอบ  และเครื่องผูกได้หมด  ไม่ข้องอยู่ในธรรมเป็น

เครื่องข้อง มีขันธ์เป็นต้นทั้งปวง  หลุดพ้นเด็ดขาด  ผู้คงที่เห็นปานนั้น  บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นนาค

 

                   ลำดับนั้น  สภิยปริพาชก ฯลฯ  ได้ทูลถามปัญหาข้อต่อไปกะพระผู้มีพระภาค-เจ้าว่า

 

                   ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวใครว่า  ผู้ชนะเขต,  กล่าวบุคคลว่า  เป็นผู้ฉลาด  ด้วยอาการอย่างไร,  อย่างไรจึงกล่าวบุคคลว่า  เป็นบัณฑิต,  และกล่าวบุคคลว่า  เป็นมุนี  ด้วยอาการอย่างไร,  ข้า-แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว  ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า  ดูก่อนสภิยะ

 

                   ผู้ใดพิจารณา  (อายตนะ  หรือกรรม)  เขตทั้งสิ้น  คือ  เขตที่เป็นของทิพย์  เขตของมนุษย์และเขตของพรหมแล้ว  เป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูก  อันเป็นรากเหง้าแห่งเขตทั้งหมด  ผู้คงที่เห็นปานนั้น  ผู้นั้นท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า  เป็นผู้ชนะเขต

 

                   ผู้ใดพิจารณากะเปาะฟอง (กรรม)  ทั้งสิ้น  คือ  กะเปาะฟองที่เป็นของทิพย์  กะเปาะฟองของมนุษย์  และกะเปาะฟองของพรหมแล้ว  เป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูก  อันเป็นรากเหง้าแห่งกะเปาะฟองทั้งหมด  ผู้คงที่เห็นปานนั้น  ผู้นั้นท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า  เป็นผู้ฉลาด

 

                   ผู้ใดพิจารณาอายตยะทั้งสอง  คือ  อายตนะภายในและภายนอกแล้ว  เป็นผู้มีปัญญาอันบริสุทธิ์  ก้าวล่วงธรรมดำและธรรมขาวได้แล้ว  ผู้คงที่เห็นปานนั้น  ผู้นั้นท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า  เป็นบัณฑิต

 

 

 

                   ผู้ใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษในโลกทั้งปวง คือ ภายในและภายนอก  แล้วดำรงอยู่  ผู้นั้นอันเทวดาและ  มนุษย์บูชา  ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและข่าย คือ ตัณหาและทิฏฐิแล้ว  ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า  เป็นมุนี

 

                   ลำดับนั้น  สภิยปริพาชก ฯลฯ  ได้ทูลถามปัญหาข้อต่อไปกะพระผู้มีพระภาค-เจ้าว่า

 

                   บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไรว่า  ผู้ถึงเวท,  กล่าวบุคคลว่า  ผู้รู้ตาม  ด้วยอาการอย่างไร,  กล่าวบุคคลว่า  ผู้มีความเพียร  ด้วยอาการอย่างไร,  และบุคคลผู้อันบัณฑิตกล่าวว่า  เป็นผู้ชื่อว่า  อาชาไนย  ด้วยอาการอย่างไร,  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า     พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว  ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้า-พระองค์เถิด

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า  ดูก่อนสภิยะ

 

                   ผู้ใดพิจารณาเวททั้งสิ้น  อันเป็นของมีอยู่แห่งสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย  ปราศจากความกำหนัดในเวทนาทั้งปวง   ผู้นั้นล่วงเวททั้งหมดแล้ว  บัณฑิตกล่าวว่า  ผู้ถึงเวท

 

                   ผู้ใดใคร่ครวญธรรมอันเป็นเครื่องทำให้เนิ่นช้า  และนามรูปอันเป็นรากเหง้าแห่งโรค  ทั้งภายในทั้งภายนอกแล้ว  เป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูก  อันเป็นรากเหง้าแห่งโรคทั้งปวง  ผู้คงที่  เห็นปานนั้น  ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า  ผู้รู้ตาม

 

 

 

                   ผู้ใดงดเว้นจากบาปทั้งหมด  ล่วงความทุกข์ในนรกได้แล้ว  ดำรงอยู่  ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า  ผู้มีความเพียร  ผู้นั้นมีความแกล้วกล้า  มีความเพียร  ผู้คงที่เห็นปานนั้น  บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นนักปราชญ์

 

                   ผู้ใดตัดเครื่องผูก  อันเป็นรากเหง้าแห่งธรรมเป็นเครื่องข้อง  ทั้งภายในทั้งภายนอกได้แล้ว  หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูก  อันเป็นรากเหง้าแห่งธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งปวง  ผู้คงที่เห็นปานนั้น  ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า  เป็นผู้ชื่อว่า  อาชาไนย

 

                   ลำดับนั้น  สภิยปริพาชก ฯลฯ  ได้ทูลถามปัญหาข้อต่อไปกะพระผู้มีพระภาค-เจ้าว่า

 

                   บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไรว่า  ผู้สมบูรณ์ด้วย        สุตะ,  กล่าวบุคคลว่า  เป็นอริยะ  ด้วยอาการอย่างไร,   กล่าวบุคคลว่า  ผู้มีจรณะ  ด้วยอาการอย่างไร,  และบุคคลผู้อันบัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้ชื่อว่า  ปริพาชก  ด้วยอาการอย่างไร,  ข้าแต่พระผู้พระภาค-เจ้า  พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว  ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ ข้าพระองค์เถิด

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า  ดูก่อนสภิยะ

 

บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้ฟังแล้ว  รู้ยิ่งธรรมทั้งมวลครอบงำธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษอะไร ๆ  อันมีอยู่ในโลกเสียได้   ไม่มีความสงสัย  หลุดพ้นแล้ว ไม่มีทุกข์ในธรรมมีขันธ์และอายตนะเป็นต้นทั้งปวงว่า  ผู้สมบูรณ์ด้วยสุตะ

 

 

 

 

                   บุคคลนั้นรู้แล้ว  ตัดอาลัย (และ)  อาสวะได้แล้ว  ย่อมไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์  บรรเทาสัญญา ๓ อย่าง  และเปือกตมคือ  กามคุณแล้ว  ย่อมไม่มาสู่กัป  บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นอริยะ

 

                   ผู้ใดในศาสนานี้  เป็นผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุเพราะจรณะ  เป็นผู้ฉลาด  รู้ธรรมได้ในกาลทุกเมื่อ  ไม่ข้องอยู่ในธรรม มีขันธ์เป็นต้นทั้งปวง  มีจิตหลุดพ้นแล้ว  ไม่มีปฏิฆะ  บัณฑิตกล่าวว่า  ผู้มีจรณะ

 

                   ผู้ใดขับไล่กรรมอันมีทุกข์เป็นผล  ซึ่งมีอยู่ทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  และเป็นปัจจุบันได้แล้ว  มีปกติกำหนดด้วยปัญญาเที่ยวไป  กระทำมายากับทั้งมานะ  ความโลภ  ความโกรธ  และนามรูป  ให้มีที่สุดได้แล้ว  ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า  ปริพาชก  ผู้บรรลุ

ธรรมที่ควรบรรลุ

 

                   ลำดับนั้น  สภิยปริพาชก  ชื่นชม  อนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วมีใจชื่นชม  เพื่องฟู  เบิกบาน  เกิดปีติโสมนัส  ลุกจากอาสนะ  กระทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้วประณมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ได้ชมเชยพระผู้มี-พระภาคเจ้าด้วยคาถาอันสมควร  ในที่เฉพาะพระพักตร์ว่า

 

                   ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ผู้มีพระปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน  พระองค์ทรงกำจัดทิฏฐิ ๓  และ ๖๐  ที่อาศัยคัมภีร์อันเป็นวาทะ  เป็นประธานของสมณะผู้ลัทธิอื่น  ที่อาศัยอักขระ คือ ความหมายรู้กัน (ว่าหญิงว่าชาย)  และสัญญาอันวิปริต (ซึ่งเป็นที่ยึดถือ)  ทรงก้าวล่วงความมืด คือ โอฆะได้แล้ว 

 

 

 

 

 

                   พระองค์เป็นผู้ถึงที่สุด  ถึงฝั่งแห่งทุกข์  เป็นพระ-อรหันต์ (ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ)  ทรงสำคัญพระองค์ว่า  ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว  มีความรุ่งเรือง  มีความรู้  มีพระปัญญามาก  ทรงช่วย       ข้าพระองค์ผู้กระทำที่สุดทุกข์ให้ข้ามได้แล้ว

 

                   เพราะพระองค์ได้ทรงทราบข้อที่ข้าพระองค์สงสัยแล้ว   ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ข้ามพ้นความสงสัย   ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนี  ผู้ทรงบรรลุธรรมที่ควรบรรลุในทางแห่งมุนี  ไม่มีกิเลสดุจหลักตอ  ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์  ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์

 

                   พระองค์เป็นผู้สงบดีแล้ว  พระองค์ผู้มีพระจักษุ  ทรงพยากรณ์ความสงสัยของข้าพระองค์  ที่ได้มีแล้วในกาลก่อนแก่ข้าพระองค์  พระองค์เป็นมุนีผู้ตรัสรู้เองแน่แท้  พระองค์ไม่มีนิวรณ์   อนึ่ง  อุปายาสทั้งหมดพระองค์ทรงกำจัดเสียแล้ว  ถอนขึ้นได้แล้วพระองค์เป็นผู้เยือกเย็น  เป็นผู้ถึงการฝึกตน  มีพระปัญญาทรงจำมั่นคง  มีความบากบั่นเป็นนิตย์ในสัจจะ

 

                   เทวดาทั้งปวงทั้งสองพวก  (คืออากาสัฏฐเทวดา  และภุมมัฏฐเทวดา) ที่อาศัยอยู่ในนารทบรรพต  ย่อมชื่นชมต่อพระ-องค์  ผู้ประเสริฐยิ่ง  ผู้มีความเพียรใหญ่  แสดงธรรมเทศนา

 

                   ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย  ข้าพระองค์ขอ นอบน้อมแด่พระองค์  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอันสูงสุด  ข้าพระ- องค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์  บุคคลผู้เปรียบเสมอพระองค์ไม่มีในโลก  พร้อมทั้งเทวโลก

 

 

 

 

 

                   พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า  เป็นพระศาสดา  เป็นมุนีผู้ครอบงำมาร  พระองค์ทรงตัดอนุสัย  ข้ามโอฆะได้เองแล้ว  ทรงช่วยให้หมู่สัตว์นี้ข้ามได้แล้ว

 

                   พระองค์ทรงก้าวล่วงอุปธิ  ทำลายอาสวะได้แล้ว  พระ- องค์เป็นดังสีหะ  ไม่มีอุปาทาน  ทรงละความกลัวและความขลาดได้แล้ว  ไม่ทรงติดอยู่ในบุญและบาปทั้งสองอย่าง  เปรียบเหมือนดอกบัวขาวที่งามไม่ติดอยู่ในน้ำฉะนั้น

 

                   ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร  ขอเชิญพระองค์โปรดเหยียดพระบาทออกมาเถิด  สภิยะ  ขอถวายบังคมพระบาทของพระศาสดา

 

                 ลำดับนั้น  สภิยปริพาชกหมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้าแล้ว  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภาษิตของพระ-องค์แจ่มแจ้งนัก  พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย  ข้าพระองค์นี้ขอถึงซึ่งพระ-ผู้มีพระภาคเจ้า  กับทั้งพระธรรม  และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอให้ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด

 

                   พ.      ดูก่อนสภิยะ  ผู้ใดเคยเป็นอัญญเดียรถีย์มาก่อน  หวังบรรพชา  หวังอุป- สมบทในธรรมวินัยนี้  ผู้นั้นจะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน  เมื่อล่วง ๔ เดือนไปแล้ว  ภิกษุทั้งหลายพอใจ  จึงยังผู้นั้นผู้อยู่ปริวาสแล้วให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุ  ก็แต่ว่าเรารู้ความต่างแห่งบุคคลในข้อนี้

 

                   ส.      ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์จักอยู่ปริวาส ๔ ปี  เมื่อล่วง ๔ ปีแล้ว  ภิกษุทั้งหลายพอใจ  ขอจงยังข้าพระองค์ผู้อยู่ปริวาสแล้วให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุเถิด

 

                   พ.      ดูก่อนสภิยะ  ท่านไม่มีเหตุจะต้องอยู่ปริวาส  ท่านต้องการประโยชน์สมบูรณ์ด้วยเหตุเพื่อได้มรรคผล

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาติให้สภิยปริพาชกได้บรรพชาอุปสมบทแล้วครั้นท่านพระสภิยะอุปสมบทแล้วไม่นาน  หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว  ไม่ประมาท  มีความเพียร  มีใจเด็ดเดี่ยว  ไม่นานนัก  ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม  ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น  ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง  ในปัจจุบัน  เข้าถึงอยู่  รู้ชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำทำสำเร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก  ก็ท่านพระสภิยะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง  ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย

 

                   เมื่อท่านบรรลุพระอรหัต  ได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า

 

เราได้ถวายการเหยียบแด่พระพุทธเจ้า  ทรงพระนามว่า  กกุสันธะ  ผู้เป็นนักปราชญ์  มีบาปอันลอยเสียแล้ว  ทรงอยู่จบพรหมจรรย์  ซึ่งกำลังเสด็จดำเนินไปสู่ที่พักกลางวัน

 

ในกัปนี้เอง  เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น  ด้วยทานนั้น เราไม่ได้รู้จักทุคติเลย  นี้เป็นผลแห่งการเหยียบ  เราเผากิเลสทั้ง-หลายแล้ว. . . ฯลฯ . . .  พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว