อรรถกถาโมคคัลลานสูตร

 

                   ชื่อว่า  ธรรมทั้งปวง  คือ  ขันธ์ ๕  อายตนะ ๑๒  ธาตุ ๑๘  ธรรมทั้งหมดนั้น  ไม่ควรถือ  ไม่ถูก  ไม่ชอบ  ไม่เหมาะ  ที่จะยึดมั่นด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ  เพราะเหตุไร  ธรรมจึงไม่ควรถือมั่น  เพราะธรรมเหล่านั้น  ไม่ตั้งอยู่โดยอาการที่จะยึดถือไว้  จริงอยู่ธรรมเหล่านั้น  แม้ตนจะยึดถือเอาว่า  สังขารทั้งหลายเป็นของเที่ยง  เป็นสุข  และเป็นอัตตา  ก็ย่อมสำเร็จผลว่า  เป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  และเป็นอนัตตาอยู่นั่นเอง  เพราะเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าไม่ควรถือมั่น

 

 

                   พิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง  วิราคะ มี ๒  คือ  ขยวิราคะ  ความคลายกำ- หนัด  เพราะสิ้นไป  อัจจันตวิราคะ  ความคลายกำหนัด  เพราะล่วงส่วน  ในสองอย่างนั้น   วิปัสสนาอันเห็นความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลาย  โดยความสิ้นก็ดี,  มรรคญาณ  คือ  การเห็นความคลายกำหนัดล่วงส่วน  คือ  พระนิพพาน  โดยความคลายกำหนัดก็ดี  ชื่อว่า        วิราคานุปัสสนา  การพิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัด 

 

                   แม้นิโรธ  ความดับ  ก็มี  ๒ เหมือนกัน  คือ  ขยนิโรธ  ความดับเพราะสิ้นไป  อัจจันตนิโรธ  ความดับล่วงส่วน

 

                   ปฏินิสสัคคะ  ความสละคืนความสละนั้น  ก็มี ๒  อย่าง  คือ  ปริจจาคโวส-สัคคะ  ความสละด้วยการบริจาค,  ปักขันทนโวสสัคคะ  ความสละด้วยการแล่นไป  บรรดาความสละทั้ง ๒ นั้น วิปัสสนา  ชื่อว่า  ปริจจาคโวสสัคคะ  ความสละด้วยการละ  วิปัสสนานั้น  ย่อมละได้ซึ่งกิเลสและขันธ์ด้วยอำนาจ  ตทังคปหาน,  มรรค  ชื่อว่า  ปักขัน-ทนโวสสัคคะ  ความสละด้วยการแล่นไป  ด้วยว่า  มรรคนั้น  ย่อมแล่นไปสู่พระนิพพานโดยเป็นอารมณ์  อีกอย่างหนึ่งมรรคนั้น  ชื่อว่า  โวสสัคคะ  เพราะเหตุแม้ทั้ง ๒  คือ  เพราะขันธ์และกิเลส  ด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน  และเพราะการแล่นไปในพระนิพพาน  เพราะเหตุนั้น  วิปัสสนา  จึงชื่อว่า  ปริจจาคโวสสัคคะ  สละด้วยการบริจาค  เพราะวิปัสสนาย่อมละกิเลสและขันธ์  และมรรคที่ชื่อว่า  ปักขันทนโวสสัคคะ  ความสละด้วยการแล่นไป  เพราะจิตย่อมแล่นไปในความดับสนิท  คือ  นิพพานธาตุ 

 

                   ภิกษุนั้น  ย่อมไม่ยึด  ไม่ถือเอา  ไม่จับต้องธรรมชาติอะไร  คือ  สังขารแม้อย่างหนึ่งด้วยอำนาจตัณหา  เมื่อไม่ถือมั่น  ย่อมไม่สะดุ้ง  เพราะความหวาดสะดุ้งด้วยอำนาจตัณหา  ย่อมปรินิพพานด้วยกิเลสปรินิพพานด้วยตนทีเดียว  พระมหาโมคคัลลานะ  ทูลถามถึงปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้นของพระขีณาสพโดยย่อแล้ว  พระเถระนั้นเจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหันต์ 

 

 

 

ทีฆนขปริพาชก  ทีฆนขสูตร

 

                        พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ ถ้ำสุกรขาตา  เขาคิชฌกูฏ  เขตพระนคร          ราชคฤห์  ครั้งนั้น  เมื่อพระสารีบุตรบวชได้ครึ่งเดือน  ปริพาชกชื่อ  ทีฆนขะ  คิดว่า  หลวงลุงของเราไปสู่ลัทธิอื่นที่ผิดแล้วดำรงอยู่เป็นเวลานาน  แต่บัดนี้เมื่อหลวงลุงไปเฝ้าพระ-สมณโคดมได้ครึ่งเดือนแล้ว  จึงประสงค์จะไปด้วยหวังว่า  เราจะฟังข่าวของหลวงลุงนั้น  เราจักรู้คำสอนอันรุ่งเรืองนั้น  จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ  ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า  ท่านพระโคดม  ความจริงข้าพเจ้ามีปรกติกล่าวอย่างนี้ว่า  สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา

                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  อัคคิเวสสนะ  แม้ความเห็นของท่านว่า  สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรานั้น  ก็ไม่ควรแก่ท่าน

                   ท่านพระโคดม  ถ้าความเห็นนี้ควรแก่ข้าพเจ้า  แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้น  

                   อัคคิเวสสนะ  ชนในโลกผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า  แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้นทั้งนั้น  ดังนี้  ชนเหล่านั้นละความเห็นนั้นไม่ได้  และยังยึดถือความเห็นอื่นนั้น  มีมาก  คือ  มากกว่าคนที่ละได้,  ชนในโลกผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า  แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้นทั้งนั้น  ชนเหล่านั้นละความเห็นนั้นได้  และไม่ยึดถือความเห็นอื่นนั้น  มีน้อย  คือ  น้อยกว่าคนที่ยังละไม่ได้   

 

                   อัคคิเวสสนะ  ก็กายนี้มีรูป  เป็นที่ประชุมมหาภูตทั้งสี่  มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด  เจริญด้วยข้าวสุกและขนมสด  ต้องอบและขัดสีกันเป็นนิจ  มีความแตกกระจัดกระ- จายเป็นธรรมดา  ท่านควรพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นโรค  เป็นดังหัวฝี  เป็นดังลูกศร  เป็นความลำบาก  เป็นความเจ็บไข้  เป็นดังผู้อื่น  เป็นของทรุดโทรม  เป็นของว่างเปล่า  เป็นของมิใช่ตน  เมื่อท่านพิจารณาเห็นกายนี้  โดยความเป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นของมิใช่ตนอยู่  ท่านย่อมละความพอใจในกาย  ความเยื่อใยในกาย  ความอยู่ในอำนาจของกายในกายได้

 

 

 

เวทนา ๓

 

                   อัคคิเวสสนะ  เวทนา ๓  อย่างนี้  คือ  สุขเวทนา ๑  ทุกขเวทนา ๑  อทุกขมสุข-เวทนา ๑ 

                   ในสมัยใดได้เสวยสุขเวทนา  ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยทุกขเวทนา  ไม่ได้เสวย อทุกขมสุขเวทนา  ได้เสวยแต่สุขเวทนาเท่านั้น,  ในสมัยใดได้เสวยทุกขเวทนา  ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา  ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา  ได้เสวยแต่ทุกขเวทนาเท่านั้น,  ในสมัยใดได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา  ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา  ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา  ได้เสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาเท่านั้น 

 

       สุขเวทนาไม่เที่ยง  อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น  อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น  มีความสิ้นไป  เสื่อมไป  คลายไป  ดับไปเป็นธรรมดา  แม้ทุกขเวทนา  แม้อทุกขมสุขเวทนาก็ไม่เที่ยง  อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น  อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น  มีความสิ้นไป  เสื่อมไป  คลายไป  ดับไปเป็นธรรมดา

 

                   อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว  เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมหน่ายทั้งในสุขเวทนา  ทั้งในทุกขเวทนา  ทั้งในอทุกขมสุขเวทนา  เมื่อหน่าย  ย่อมคลายกำหนัด  เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น  เมื่อหลุดพ้นแล้ว  ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว  รู้ชัดว่า  ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี  ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้  ย่อมไม่วิวาทแก่งแย่งกับใครๆ  โวหารใดที่ชาวโลกพูดกัน  ก็พูดไปตามโวหารนั้น  แต่ไม่ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ

 

                   ก็โดยสมัยนั้น  ท่านพระสารีบุตรนั่งถวายอยู่งานพัด  ณ เบื้องพระปฤษฎางค์พระผู้มีพระภาคเจ้า  ได้มีความดำริว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาอันยิ่งแก่เราทั้งหลาย  พระสุคตตรัสการสละคืนธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาอันยิ่งแก่เราทั้งหลาย  เมื่อท่านพระสารีบุตรเห็นตระหนักดังนี้  จิตก็หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น

 

                   ธรรมจักษุปราศจากธุลี  ปราศจากมลทิน  ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ทีฆนขปริพาชกว่า   สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา

           

อรรถกถาทีฆนขสูตร

 

                   ทีฆนขปริพาชกนั้น  ได้ทูลถามปัญาหาว่า  สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา  คือ  สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ควรแก่เรา 

                   พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อจะทรงแสดงถึงโทษในความไม่ควร  จึงตรัสแม้ความ เห็นของท่านก็ไม่ควร  คือ  แม้ความเห็นที่ท่านชอบใจยึดถือไว้ครั้งแรกก็ไม่ควร

 

                   ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  หากความเห็นนี้ควรแก่ข้าพเจ้า  คือ  หากความเห็นว่า  สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เราของเราผู้เห็นว่า  เพราะสิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา  พึงควรไซร้  สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา  แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้น  ปริพาชกกล่าวด้วยเข้าใจว่า  เรารู้โทษที่ยกในวาทะของตนขึ้นอย่างนี้  จึงยอมรับว่า  ความเห็นนั้นของปริพาชกไม่ควรแก่เราดังนี้  อนึ่ง  สิ่งทั้งปวงไม่ชอบใจแก่เรา  ด้วยความเห็นนั้นของผู้ที่มีความเห็นไม่ควรไม่ชอบ  แม้ผู้นั้นพึงเป็นผู้ไม่ควรไม่ชอบใจ  เพราะเหตุนั้นจึงยอมรับได้ว่า  สิ่งทั้งปวงย่อมควรย่อมชอบใจ  แต่ปริพาชกนั้นไม่รับข้อนั้น  ย่อมถือความขาดสูญแห่งอุจเฉททิฏฐิแม้นั้นอย่างเดียวเท่านั้น  ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  ดูก่อนอัคคิเวสสนะ  ชนในโลกผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า  แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้นทั้งนั้น  ดังนี้  ชนเหล่านั้นละความเห็นนั้นไม่ได้  และยังยึดถือความเห็นอื่นมากกว่า  คือ  มากกว่าคนที่ละได้

 

                   ด้วยเหตุประมาณเท่านี้  ท่านพระสารีบุตรดุจบุคคลบริโภคอาหารที่เขาตักให้ผู้อื่นแล้ว  บรรเทาความหิวลงได้  เมื่อส่งญาณไปในธรรมเทศนาที่ปรารภผู้อื่น  จึงเจริญวิปัสสนา  ได้บรรลุพระอรหัต  แทงตลอดที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณและปัญญา ๑๖  แล้วดำรงอยู่  ส่วนทีฆนขะได้บรรลุโสดาปัตติผล  แล้วดำรงอยู่ในสรณะทั้งหลาย

 

 

 

 

                   ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อดวงอาทิตย์ยังปรากฏอยู่  ทรงจบเทศนานี้  แล้วเสด็จลงจากภูเขาคิชฌกูฏ  เสด็จไปพระวิหารเวฬุวัน  ได้ทรงประชุมพระสาวก  ได้มีสันนิ-บาตรประกอบด้วยองค์ ๔,  องค์ ๔ เหล่านี้  คือ  วันนั้นเป็นวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ  ประ- กอบด้วยมาฆนักษัตร ๑,  ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป  ประชุมกันตามธรรมดาของตนๆ  ไม่มีใครนัดหมายมา ๑,  ภิกษุเหล่านั้นไม่มีแม้สักรูปหนึ่งที่เป็นปุถุชน  หรือพระโสดาบัน  พระสก-       ทาคามี  พระอนาคามี  และพระอรหันต์ผู้สุกขวิปัสสก  ภิกษุทั้งหมดเป็นผู้ได้อภิญญาหกทั้งนั้น ๑,  มิได้ปลงผมด้วยมีดโกนบวชแม้แต่รูปเดียว  ภิกษุทั้งหมดเป็นเอหิภิกขุ ๑

  

            ในวันที่พระสารีบุตรเถระบรรลุพระอรหัตนั้น  พระบรมศาสดาได้ทรงกระทำสันนิบาต  คือ  ประชุมพระสาวก

 

 

ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์

 

                 ขันติ  คือ  ความทนทานเป็นตบะอย่างยิ่ง  พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า  พระนิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่ง  ผู้ทำร้ายผู้อื่น  ผู้เบียดเบียนผู้อื่น  ไม่ชื่อว่า  เป็นบรรพชิต  ไม่ชื่อว่า  เป็นสมณะเลย

 

                 การไม่ทำบาปทั้งสิ้น  การยังกุศลให้ถึงพร้อม  การทำจิต

ของตนให้ผ่องใส  นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

 

                   การไม่กล่าวร้าย ๑  การไม่ทำร้าย ๑  ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑  ความเป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหาร ๑  ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑  การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑  หกอย่างนี้  เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

 

                   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยหนึ่ง  เราอยู่ที่ควงไม้พญาสาลพฤกษ์ในป่าสุภวัน   ใกล้อุกกัฏฐนคร  เมื่อเรานั้นไปเร้นอยู่ในที่ลับ  เกิดความรำพึงในใจว่า  ชั้นสุทธาวาสซึ่งเรามิได้เคยอยู่เลย  โดยเวลาอันยืดยาวนานนี้  นอกจากเทวดาเหล่าสุทธาวาสแล้ว  ไม่ใช่โอกาสที่ใคร ๆ  จะได้โดยง่าย  ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปหาเทวดาเหล่าสุทธาวาสจนถึงที่อยู่  ทันใดนั้น  เราได้หายไปที่ควงไม้พญาสาลพฤกษ์  ไปปรากฏในพวกเทวดาเหล่าอวิหา  เปรียบเหมือนบุรุษที่มีกำลัง  เหยียดออกซึ่งแขนที่คู้เข้าไว้  หรือคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดออกไว้  ฉะนั้น

 

                   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในหมู่เทพดานั้นเอง  เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้ามาหาเรา  ไหว้เราแล้ว  ได้กล่าวกะเราว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  นับถอยหลังแต่นี้ไปได้ ๙๑ กัป  พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  วิปัสสี  เสด็จอุบัติในโลก  พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ  เสด็จอุบัติในขัตติยสกุลเป็นโกณฑัญญะโดยพระ-โคตร  มีพระชนมายุประมาณแปดหมื่นปี  พระองค์ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้แคฝอย  มีพระขัณฑ-เถระและพระติสสเถระเป็นคู่พระอัครสาวก  ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ  การประชุมกันแห่งพระ-สาวกได้มีแล้วสามครั้ง  ครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุหกล้านแปดแสนรูป  อีกครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแสนรูป  อีกครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแปดหมื่นรูป  พระสาวกที่ได้ประชุมกันทั้งหมดครั้งนี้  ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น,  ภิกษุผู้อุปัฏฐาก  ชื่อ  อโสกะ  ได้เป็นอัครอุปัฏฐาก,  พระราชาพระนามว่า  พันธุม  เป็นพระชนก,  พระเทวีพระนามว่า  พันธุมดี  เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของพระองค์,  พระนคร  ชื่อ  พันธุมดี เป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุม  การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์  การบรรพชา  การตั้งความเพียร  การตรัสรู้  การประกาศพระธรรมจักรของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  วิปัสสี  เป็นอย่างนี้ๆ  พวกข้า-พระองค์นั้นประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า  วิปัสสี  คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้

 

                   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในหมู่เทพดานั้นเอง  เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้ามาหาเรา  ได้กล่าวกะเราว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  นับถอยหลังแต่นี้ไป ๓๑ กัป   พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  สิขี  ได้เสด็จอุบัติในโลกฯลฯ  พวกข้าพระองค์นั้นประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ-นามว่า  สิขี  คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้

 

                   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในหมู่เทพดานั้นเอง  เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้ามาหาเรา  ได้กล่าวกะเราว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์   ในกัปที่ ๓๑ นั่นเอง  พระผู้มีพระ-ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  เวสสภู  ได้เสด็จอุบัติในโลกฯลฯ  พวกข้าพระ- องค์นั้น  ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า  เวสสภู  คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้

 

                   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในหมู่เทพดานั้นเอง  เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้ามาหาเรา  ได้กล่าวกะเราว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์   ในภัททกัปนี้เอง  พระผู้มีพระ-ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  กกุสันธะ  ได้เสด็จอุบัติในโลกฯลฯ  พวกข้า-พระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า  กกุสันธะ  คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้

                   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในหมู่เทพดานั้นเอง  เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้ามาหาเรา  ได้กล่าวกะเราว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  ในภัททกัปนี้เอง  พระผู้มีพระ-ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  โกนาคมนะ  ได้เสด็จอุบัติในโลกฯลฯ  พวกข้า-พระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า  โกนาคมนะ  คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้

 

                   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในหมู่เทพดานั่นเอง  เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้ามาหาเรา  ได้กล่าวกะเราว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  ในภัททกัปนี้เอง  พระผู้มีพระ-ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  กัสสปะ  ได้เสด็จอุบัติในโลกฯลฯ  พวกข้า-พระองค์  ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า  กัสสปะ  คลายความพอใจในกามทั้งหลายแล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้

 

                   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในหมู่เทพดานั่นเอง  เทพดานับร้อยนับพันเป็นอันมากได้เข้ามาหาเรา  ได้กล่าวกะเราว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  ในภัททกัปนี้เอง  พระผู้มีพระ-ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติในโลก  พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ  เสด็จอุบัติในขัตติยสกุล  เป็นโคตมะโดยพระโคตร  พระชนมายุของพระผู้มีพระภาคน้อยนิดเดียวเร็วพลัน  ผู้ที่มีชีวิตอยู่นานก็เป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี  บางทีก็น้อยกว่าบ้าง  มากกว่าบ้าง   พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ที่ควงไม้โพธิ์  พระสารีบุตรเถระและพระโมคคัลลานเถระเป็นคู่พระอัครสาวก  ซึ่งเป็นคู่อันเจริญของพระผู้มีพระภาค  การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคได้มีแล้วครั้งเดียวเป็นจำนวนภิกษุหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป  พระ-สาวกของพระผู้มีพระภาคที่ได้ประชุมกันแล้วครั้งเดียวนี้   ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น  ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อว่า  อานันทะ  ได้เป็นอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค,  พระราชาพระ-นามว่า  สุทโธทนะ  เป็นพระชนก,  พระเทวีพระนามว่า  มายา  เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของพระผู้มีพระภาค,  พระนครชื่อกบิลพัสดุ์  เป็นราชธานี  การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์  การบรรพชา  การตั้งความเพียร  การตรัสรู้  การประกาศพระธรรมจักรของพระผู้มีพระ-ภาคเป็นอย่างนี้ ๆ  พวกข้าพระองค์  ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค  คลายความพอใจในกามทั้งหลายแล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้

                   แม้เทพดาเหล่าสุทธาวาสในชั้นอตัปปา  สุทัสสา  สุทัสสี  และอกนิฏฐา  ในหมู่เทพยาดาเหล่านั้น  เทพดานับร้อยพันเป็นอันมาก  ก็กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า  โดยนัยนี้เหมือนกัน

 

                   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุที่ธรรมธาตุนี้  ตถาคตแทงตลอดแล้วอย่างดีด้วยประการฉะนี้  ฉะนั้น  พระพุทธเจ้าที่ล่วงไปแล้ว  ปรินิพพานแล้ว  ทรงตัดธรรมเป็นเหตุทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว  ทรงตัดความเวียนว่ายตายเกิดได้แล้ว  ทรงครอบงำความเวียนว่ายตายเกิดได้แล้ว  ทรงล่วงทุกข์ได้ทุกอย่างแล้ว  ตถาคตย่อมระลึกถึงได้แม้โดยพระชาติ  แม้โดยพระนาม  แม้โดยพระโคตร  แม้โดยประมาณแห่งพระชนมายุ  แม้โดยคู่แห่งพระสาวก  แม้โดยการประชุมกันแห่งพระสาวกว่า  แม้ด้วยเหตุนี้  พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น  จึงมีพระชาติอย่างนี้  จึงมีพระนามอย่างนี้  จึงมีพระโคตรอย่างนี้  จึงมีศีลอย่างนี้  จึงมีธรรมอย่างนี้  จึงมีปัญญาอย่างนี้  จึงมีวิหารธรรมอย่างนี้  จึงมีวิมุติอย่างนี้

 

                   แม้พวกเทพดาก็ได้บอกเนื้อความนี้แก่ตถาคต  ซึ่งเป็นเหตุให้ตถาคตระลึกถึงได้ซึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว  ปรินิพพานแล้ว  ตัดธรรมเป็นเหตุทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว  ทรงตัดความเวียนว่ายตายเกิดได้แล้ว  ทรงครอบงำความเวียนว่ายตายเกิดได้แล้ว   ทรงล่วงทุกข์ได้ทุกอย่างแล้ว  แม้โดยพระชาติ  แม้โดยพระนาม  แม้โดยพระโคตร  แม้โดยประมาณแห่งพระชนมายุ  แม้โดยคู่แห่งพระสาวก  แม้โดยการประชุมกันแห่งพระสาวกว่า  แม้ด้วยเหตุนี้  พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น  จึงมีพระชาติอย่างนี้  จึงมีพระโคตรอย่างนี้  จึงมีศีลอย่างนี้  จึงมีปัญญาอย่างนี้  จึงมีวิหารธรรมอย่างนี้  จึงมีวิมุติอย่างนี้

 

                   พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค